Jutarat's profileIn MemoriesPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
In Memories |
|||||||||||||
|
Thanks for visiting!
February 23 ผิดที่เธอเพลงประกอบละครเกาหลี แค้นเพื่อรัก (A Love to Kill)
คนอย่างเธอถึงทำอย่างไง ไม่มีวันที่ฉันจะมองว่าดี ไม่มีวันเปิดหัวใจรักเธอ กลับไปซะอย่ามาให้เจอกันเลย เธอก็รู้ว่าฉันทุกครั้งไม่เคยใจอ่อน กับการทุ่มเทของเธอ แต่แล้วทำไม วันนี้มีเธอจนล้นในใจ ก่อนนั้นก็ไม่เคย จะคิดอะไร มันเกลียดไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ สิ่งที่ทำลงไป ไม่ควร ฉันเองก็รู้ ห้ามอย่างไร มันอยาก กลับไปเป็นเหมือนเดิม กลับไปวันที่ไม่มีใครให้สบตา ผิดที่เธอคนเดียว เธอทำให้ความรักเกิด เพื่ออะไร เมื่อต่าง ต่างก็รู้กันอยู่ เราอยู่บนโลกที่ควร ห่างกัน ตั้งแต่วันที่รู้ตัวเอง รู้ว่าใจของฉันกำลังรักเธอ ก็เหมือนใจมันแบ่งครึ่งเป็นสองทาง ห่างกันไปไกลๆ แล้วลืมเธอเลย กลับปิดทางให้เธอแล้วทิ้งอะไรทุกอย่าง แต่อย่างไงก็มีน้ำตา ไม่รู้ทำไมต้องรับเธอมาในหัวใจ ก่อนนั้นก็ไม่เคยจะสนใคร มันแปลกที่ใจมาเป็นอย่างนี้ สิ่งที่ทำลงไป ไม่ควร ฉันเองก็รู้ ห้ามอย่างไร มันอยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม กลับไปวันที่ไม่มีใคร ให้สบตา ผิดที่เธอคนเดียว เธอทำให้ความรักเกิด เพื่ออะไร เมื่อต่าง ต่างก็รู้กันอยู่ ว่าเรา ต้องห้ามจิตใจเอาไว้ เธอคนเดียว ที่ทำให้ความรักเกิด เพื่ออะไร เมื่อต่าง ต่างก็รู้กันอยู่ เราอยู่บนโลกที่ควร ห่างกัน ฝุ่น คำว่ารักมันกลายเป็น ฝุ่น ไปแล้ว อะไรที่หวังก็พังไปตั้งนานแล้ว แต่ชีวิตไม่รู้ทำไม มันยังคงค้างคาใจ ไม่มีวันใดที่ฉันไม่จดจำ กับคำว่ารักยังจำได้อยู่เสมอ หลับตาทุกครั้ง ยังเจอเธออยู่ตรงนี้ ความเข้มแข็งที่ฉันเข้าใจ อ่อนแอลงทุกนาที อยู่ดีๆใจก็ร้องไห้อีกครั้ง * ยังคิดถึงเธอเหลือเกิน ได้ยินไหม เธอยังอยู่ในหัวใจ ของฉัน ข่มตานอนทุกคืน ยิ่งฝัน ยังเห็นว่าเรารักกัน เธออยู่ที่ไหน คิดถึงเธอ จากนี้ไม่มีสิทธิ์เจอ จบแล้วก็เข้าใจ แต่จะให้ทำยังไง เมื่อในหัวใจยังจดจำ คำว่ารักยังพอให้ต่อชีวิต อย่าทำให้คิดถึงวันเก่าๆเหล่านั้น ได้แต่หวังลึกๆในใจ จะมีบ้างไหมสักวัน สิ่งที่ดีๆเหล่านั้นจะกลับมา ยังคิดถึงเธอเหลือเกิน ได้ยินไหม เธอยังอยู่ในหัวใจ ของฉัน ข่มตานอนทุกคืน ยิ่งฝัน ยังเห็นว่าเรารักกัน เธออยู่ที่ไหน คิดถึงเธอ จากนี้ไม่มีสิทธิ์เจอ จบแล้วก็เข้าใจ แต่จะให้ทำยังไง เมื่อในหัวใจมีแต่เธอ January 26 25 ม.ค 255225 ม.ค 2552 วันนี้วันไหว้ สำหรับเทศกาลตรุษจีน ตื่นตั้งแต่ตีสี่ห้าสิบ อุ่นข้าวผัดไข่เมื่อวาน แล้วไปตลาดกับแม่ ซื้อของที่เหลืออีกนิดหน่อย ได้เห็นบรรยากาศตลาดสดตอนเช้ามืด ก็ยังน่ารักอยู่เลย กลับมาบ้านช่วยเป็นลูกมือให้แม่ทำของไหว้และของกินกันในครอบครัว ที่บ้านมีจุดต้องไหว้สามจุด มีเจ้าที่ หรือภาษาจีนเรียกตี่จู่ และมีหิ้งพระหนึ่งจุด มีเจ้าที่พ่อไปเชิญมาจาก กทม หนึ่งจุด รวมเป็นสามจุด แม่เลยสั่งไก่ดิบมาสามตัว แม่เล่นไปชี้ตั้งแต่ตอนยังหายใจอยู่เลย ชี้ว่าตัวนี้ ตัวนี้ เค้าก็เชือดให้ เอาไส้ออกให้ แม่เอากลับมาล้าง แล้วมาต้มในวันนี้ ต้มเสร็จสามตัว เตรียมของไหว้กัน ที่เจ้าที่ ความที่เราอยู่ในดินแดนที่มีอิสลามอยู่ถึง 80% เลยมิควรไหว้หมูที่ตรงนี้ เผื่อเจ้าที่เป็นอิสลาม ตรงจุดนี้เลยไหว้แค่ไก่ กับผลไม้ น้ำชา ดอกไม้(เราจัดใส่แจกันเอง)แม่มารู้ว่าซื้อของไม่ครบอีกเยอะแยะ แต่ไม่ไหวแล้ว เลยหวังว่าเจ้าทั้งหลายจะเข้าใจ อีกสองจุดมีไก่ หมู ส้ม แอ๊ปเปิ้ล (แม่เอาผลไม้เท่าที่มี ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะมีอย่างอื่นอีก) ขนมถ้วยฟู ดอกไม้ น้ำชา จริงๆการไหว้ถ้าเคร่งครัดซักหน่อย ก็ต้องมีสัตว์สามอย่าง มีสัตว์ปีก จะเป็นไก่ หรือ เป็ดก็ได้ มีหมู และสัตว์น้ำอีกซักอย่าง และมีผลไม้อย่างน้อยสามอย่าง เอาแบบชื่อเป็นมงคลแล้วแต่ใครใช้ภาษาอะไร จีนกลาง หรือ แต้จิ๋ว หรือ แคะ หรืออื่นๆ ถ้าให้สวยก็มีผลไม้ห้าอย่างก็ดี นิยมมีส้มเป็นของตาย กล้วยหอม แอ๊ปเปิ้ล ฟักทอง สับปะรด (แต้จิ๋วนิยมมีสาลี่ด้วย) และมีขนมหวาน นิยมเป็นขนมถ้วยฟู และพวกขนมจันอับ แม่บอกว่าไหว้เจ้าให้ไหว้ก่อนเที่ยง แล้วสายๆไปเผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อเป็นการเปิดประตูสวรรค์ ส่วนบรรพบุรุษแล้วแต่ว่าบ้านไหนจะไหว้ที่ไหน ของที่บ้านก็ไปฝากป้ายบรรพบุรุษไว้ที่ศาลเจ้า ไหว้พร้อมกับคนอื่นๆ ซึ่งสะดวกดี แล้วทำกันเยอะ เพื่อลดความยุ่งยากลง วันนี้ไหว้เต็มยศ แล้วพรุ่งนี้จนไปอีกสามวัน รวมเป็นอีกสี่วัน ก็ต้องหาขนมหวาน เช่นจันอับ หรือขนมถ้วยฟู พร้อมผลไม้วางไหว้ต่อ แบบว่าผลไม้ทิ้งไว้ตรงนั้นเลยสี่วัน เปลี่ยนน้ำชาให้ทุกวัน จุดธูปเทียนทุกวัน จริงๆบางบ้านก็มีพิธีเยอะกว่านี้ แล้วแต่ความเคร่ง ขนาดไหว้แค่นี้ แม่ก็ทำจนเหนื่อยแล้ว จนคุยกันว่าปีหน้าไม่เอาขนาดนี้แล้วนะ เพราะคนกินก็ไม่มีพอสำหรับไก่สามตัว ไหนจะมีของที่ต้องทำกินกันในบ้านอีก ตามประเพณีของที่บ้าน วันสำคัญ หรือวันที่ต้องมีการไหว้อะไรแบบนี้ มักจะมีกับข้าวประจำคือ กระเพาะปลา ซึ่งจะซื้อมาทำกันอีก ก็ใส่กระเพาะปลาที่ลวกแล้วไปกับน้ำของไก่ที่ต้มไปเมื่อเช้า ใส่เห็ดหอมที่แช่เรียบร้อย ต้มร่วมกับผักกาดขาว ใบกุยช่าย ต้นกระเทียมเพื่อเพิ่มความหอม ปรุงรสด้วยซีอิ๋วขาว น้ำมันหอย หรืออะไรก็แล้วแต่ลงไป ทำหม้อใหญ่กินไปสามวันสามคืน ต่อด้วยต้องมีเลยคือหมี่ผัด แต้จิ๋วเรียกหมี่ซั่ว หรือจีนกลางคือหมี่เสี้ยน แต่เพื่อเรียกเป็นมงคลเลยเรียกหมี่โซ่ว ซึ่งแปลว่าหมี่อายุยืน สูตรแม่คือนำหมี่ไปลวกน้ำร้อนจัดแล้วตักลงน้ำเย็น แล้วแบ่งเป็นส่วนๆไปผัดกับต้นหอม ไม่ต้องปรุงอะไรเลย เพราะหมี่มีรสเค็มอยู่แล้ว แค่นี่แหละ เสร็จแล้วก็มีแฮ่กึ้น เพราะหลานๆและลูกคนนี้ชอบกิน อันนี้ไปซื้อของสดมา แล้วข้าพเจ้าก็ทอดเอง คราวนี้ก็น้ำจิ้มไก่ละ ไก่ต้มพอไหว้เสร็จก็เอามาสับเป็นชิ้นๆ ไปผัดใส่ซีอิ๋วขาวทำเค็มกินได้เป็นเดือน (แต่ต้องอุ่นทุกวันนะจ๊ะ) แล้วทำน้ำจิ้มสูตรประจำที่บ้าน เป็นน้ำจิ้มขิง ตำขิงพร้อมกระเทียม พริก บีบมะนาว ใส่เกลือ น้ำตาล เท่านี้ก็ได้น้ำจิ้มไก่สูตรขิงโบราณ ทำทั้งหมดนี้ใช้เวลาทั้งวันเลย เพราะปริมาณมาก ขนาดทำกันสองคนแม่ลูกก็ไปเสร็จเรื่องทั้งหมดตอนสี่โมงเย็น แทบไม่ได้นั่งเลย เมื่อยขาและง่วงนอนมาก ตอนเด็ดผักแทบหลับคากาละมัง เลยบอกแม่ว่าปีหน้าไม่ต้องเต็มสตรีมแบบนี้แล้ว เพราะเค้าแก่มากแล้ว จะ 70 อยู่รอมร่อแล้วนะเนี่ยพอห้าโมงครึ่ง(ตอนเย็น) อาสองคนก็มา น้องสาวแท้ๆของพ่อ ก็มา วันนี้เป็นประเพณีว่าต้องมากินข้าวพร้อมหน้าในครอบครัว ความที่อาทั้งสองไม่ได้แต่งงาน เลยถือว่ายังอยู่ในครอบครัวเดียวกัน อาพกผัดวุ้นเส้นใส่เห็ด ดอกไม้จีนมาแจม พร้อมแป๊ะก้วยซึ่งเราเป็นคนบอกแม่ว่าไม่ต้องทำเพราะไม่ค่อยชอบกิน แล้วหกโมงเย็น พี่ชายคนโตพร้อมพี่สะใภ้และลูกสามคนก็มา พอเด็กๆมาถึง ความสดใสก็แผ่ไปทั่วบ้าน และใบหน้าของทุกคน วุ่นวายกับความซนของหลานๆพักใหญ่ ถึงได้มานั่งกินข้าวพร้อมกัน คุยพอหอมปากหอมคอ แล้วเราพาหลานคนโตสองคนไปตระเวณสำรวจบ้าน สนุกกันใหญ่ หลานอายุประมาณเจ็ด แปดขวบ พอสองทุ่มทุกคนก็กลับไปหมด หลังจากแจกอั่งเปาเรียบร้อยไปแล้ว อ้อ หลานคนโตกำลังบ้าเขียนโน่นนี่ พกสมุดเล่มเล็กพร้อมกระดาษติดตัวตลอด แอบเขียนจดหมายลาให้เรา ข้อความว่า "ตรุษจีนปี 53 เจอกันใหม่จาก BOSS" ตลกดีพอทุกคนกลับไปแม่กับเราถึงได้พักอาบน้ำ สระผม มานั่งพิมพ์เรื่องราวประทับใจ พร้อมฟังเสียงแม่ร้องเพลงคาราโอเกะเพลงจีนที่บ้านแบบง่วงๆ คือร้องไปหลับไป อิอิ มีความสุขดี ปล. ตอนสามทุ่มครึ่งโดยประมาณ มีเสียงดังมากสองครั้ง ซึ่งแปลกไปจากเสียงประทัดที่ดังกระหึ่มทั่วเมือง ตกใจ เลยลงไปดูกันกับแม่ เห็นรถกู้ภัยก็รีบวิ่งออกไปสำรวจ แต่สุดท้ายไม่มีอะไร ตอนตกใจรีบเช็คว่าพ่อจะกลับจากไปร่วมไหว้เจ้าที่ศาลเจ้าแล้วยัง เลยรอเปิดประตูกันด้วยความระทึก แต่ก็ไม่มีอะไร มันส์ดี 24 ม.ค 255224 ม.ค 2552 วันนี้เป็นวันจ่าย ซึ่งเป็นวันจับจ่ายซื้อของไว้ใช้สำหรับไหว้ในวันก่อนตรุษจีน ไปตลาดสดกับแม่ ตระเวณซื้อของเต็มไปหมด บรรยากาศในตลาดก็น่ารักดี คนเดินกันขวักไขว่ ชนกันก็ไม่มีโมโห คุยกันแบบไม่มองหน้า (เพราะยุ่ง) แต่ด้วยความสนิทสนมสุดฤทธิ์ คนรุ่นแม่เวลาไปซื้อของ ก็มักซื้อกับร้านประจำจนกลายเป็นเพื่อนเป็นคนรู้จักกันไปแล้ว แม่มักจะไม่อยู่หน้าร้านเหมือนคนทั่วๆไป แต่ไปมุดเข้าไปบริเวณที่คนขายเค้านั่ง แล้วเลือกของอย่างมีอภิสิทธิ์ และเลือกคุยเฉพาะเถ้าแก่ หรือ เถ้าแก่เนี้ยวเท่านั้น พวกรุ่นลูกไม่คุยด้วย ด้วยหวังว่าจะได้ราคาที่ดีกว่า แต่จากที่สังเกตุเห็น ตอนแรกก็กลัวว่าแม่จะโดนว่ารึป่าว บุกเข้าหลังร้านขนาดน้าน แต่ป่าวเลย ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นนี้ ทุกคนเฉยๆ และคุยปรกติเหมือนเดิม และราคาเท่าที่ดูก็ไม่เห็นถูกกว่าที่ลูกเค้าขายเลยแฮะ เอาเหอะ อย่างน้อยแม่ก็ภูมิใจว่าได้เลือกของเต็มที่กว่าลูกค้าขาจรคนอื่นอ่ะ เดินๆไป ก็เห็นทหารเดิมลาดตระเวณพร้อมอาวุธสองนาย เห็นแล้วอยากถ่ายรูปใจจะขาด แต่ไม่กล้า เพราะไม่เหมาะ ทหารเค้าก็กลัวว่าใครมาถ่ายรูปเพื่อเอาไปเป็นตัวชี้เป้า ซึ่งเราก็เข้าใจ กลับมาหลายวันไม่กล้าพกกล้องไปถ่ายรูปที่ไหนๆเลย วันจ่ายนี้ตลาดคึกคักจนสาย ในตลาดมีของขายสารพัด บรรยากาศท้องถิ่น มีแต่มิตรภาพ และน่ารักซึ่งคงพบได้ในตลาดสดต่างจังหวัดทั่วๆไป บรรยากาศเก่าๆ ตอนเด็กๆเคยเห็นร้านนี้อยู่ตรงนี้ ปัจจุบันบางร้านก็ยังอยู่ ขายจากรุ่นพ่อ รุ่นแม่ยันรุ่นลูก ตั้งแต่ลูกเล็กจนลูกโต เห็นแล้วสนุกดี เพื่อนแม่ทักใหญ่เลยว่าแม่พาลูกสาวมาเหรอ มีคนนึงซักประวัติใหญ่เลย จนแม่มาบ่นทีหลัง ถามไปยังกะจะทำหน้าที่เป็นแม่สื่อแน่ะ (คริ คริ) ตอนเย็นแวะไปตลาดคนเดียว ไปซื้อเสื้อแนวแขก แต่คนขายดันบอกว่ามาจากเกาหลี งงมาก เกาหลีไม่ใส่แบบนี้นี่หว่า น่าจะมาจากพวกเนปาลหรืออินเดียจะเชื่อกว่า และแอบซื้อผ้าโพกหัวมาด้วย ใส่แล้วตลกดี เค้าต้องให้รวบผมขึ้นไปให้หมด ไม่ให้มาปรกหน้าเลย แล้วผ้าให้ปิดถึงหน้าอก ใส่แล้วเน้นความกลม เหลี่ยมของใบหน้าเป็นอย่างยิ่ง เสร็จแล้วไปเอาพริกขี้หนูที่บ้านอา อาปลูกไว้หลายต้น พอดีวันนี้ที่ตลาดแทบไม่มีพริกขี้หนูขายเลย ที่มีก็ไม่สวย อาเองกินไม่ค่อยทันอยู่แล้วเลยไปขอปันมา อาบอกว่ามีมะนาวไม่มีเม็ดด้วย ลูกเบ้อเริ่มเลย แต่ไม่ได้ให้มา ฟ้าครื้มอีกแล้ว รีบกลับบ้านดีกว่าเรา แม่ไปร้องเพลงกับชมรมแรกแย้ม (อิอิ ตั้งให้แม่) เลยไปกินข้าวกับพ่อสองต่อสอง วันนี้ขอกินง่ายๆละกัน กินผัดไทคนละจาน ร้านผัดไทเนี่ยก็เป็นแบบโบราณ ไม่รู้เป็นไง เห็นอะไรก็น่ารักไปหมด แต่วันนี้มีทหารมาสั่งหลายห่อเชียว ไม่รู้ว่าเป็นทหารจนเค้าขึ้นรถถึงเห็นว่าเป็นทหาร ไม่งั้นพ่ออาจจะออกค่าผัดไทให้ พ่อเล่าว่าเคยออกค่าข้าวให้ตอนที่เจอทหารมาซื้อข้าวแบบนี้แล้ว ชาวบ้านแถวนี้ช่วยกันดูแลขวัญกำลังใจทหารที่เหนื่อยเพื่อพวกเรากันอย่างดี อย่างวันนี้ไปบ้านย่าเล็ก บังเอิญหน้าบ้านเค้ามีทหารมานั่งประจำการอยู่สองนาย เค้าก็เอาผลไม้ เอาเก้าอี้ เอาขนมมาให้กิน ดูแล้วน่ารักดีจัง อ้อ เรื่องไปบ้านย่าเล็ก (สุผอ) ก็รู้สึกดีจัง ได้เจออาสะใภ้คุยกันว่า พวกน้องๆลูกอาโตกันหมดแล้ว ไม่ได้เห็นหน้ากันนาน อยู่ข้างนอกคงไม่รู้จักกัน น่าจะนัดมารวมพลเจอกันซักครั้งที่กรุงเทพก็ได้ ถ้ายังไงวันแต่งพี่ชายให้เกณฑ์กันไปก็ดี วันนี้ฝนตกพรำตั้งแต่เช้า เป็นระยะ แต่หัวใจกลับอบอุ่นไปด้วยความรู้สึกดีๆที่ได้เห็นชาวบ้านและญาติๆที่นี่ 23 ม.ค 255223 ม.ค 2552 วันนี้ตื่นสายเลย ทำไมนอนได้นอนดี พ่อบ่นว่าปวดท้อง ท้องเสียมาหลายวันแล้ว แต่เมื่อเช้าปวดท้องเลย อยากกินข้าวต้มเละๆ เลยรีบต้มให้โดยด่วน ต้มเสร็จพอดีแหม่มมารับตามนัดไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนๆ แหม่มพาไปกินข้าวเหนียว ส้มตำที่หอประชุม ร้านนี้ไก่ทอดอร่อยเชียว ไปถึงโป่งสัตวแพทย์หนุ่มตัวใหญ่ก็นั่งรออยู่แล้ว พวกเราสามคน กินไปคุยไปอย่างสนุกสนาน ถามไถ่เรื่องเพื่อนๆตอนสมัยเรียนมัธยม ยังมีหลายคนที่ลงหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ในยะลา อืมม อยากเจอเพื่อนๆแล้วสิ อยากรู้ว่าแต่ละคนหน้าตาเป็นไงกันบ้างแล้ว เปลี่ยนไปกันขนาดไหน โป่งบอกว่าช่วงนี้ช่วงรถเมล์เที่ยวสุดท้าย ต้องการหาแฟนด่วน ใครมีสาวๆแนะนำพร้อมที่จะตื่นมาพบหน้าใครซักคนเป็นคนแรก และเห็นหน้าคนนั้นก่อนนอนทุกคืน (แหวะ) แจ้งด่วน อิอิ โป่งพร้อมแล้วทุกอย่าง ส่วนแหม่มผู้ซึ่งปลงแล้วในทางโลก มุ่งเข้าหาทางธรรมเพื่อสร้างบุญ มีความสุขกับการได้สวดมนต์ ตะเวณไหว้พระไปถึงอินเดีย ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ผังเมืองจังหวัด เกี๋ยงบ้าเล่นหุ้น มีลูกแล้ว กินข้าวกลางวันกับโป่งแทบทุกวัน ปานทิพย์ไปเป็น ผจก สาขาแบงก์ใน มอ.ปัตตานี แอ๊ะยังเป็นหมอฟันอยู่คลีนิคใกล้ๆบ้านเรา ฉ่อยเป็นปลัดที่อำเภอนึงแถวๆบ้าน (จำไม่ได้แล้วว่าอำเภอไหน) ตือรุ่งโรจน์เรื่องการงาน รับงานติดตั้งแอร์ได้เยอะมาก เดี๋ยวนี้คุยกับตือคงมีแต่เรื่องธุรกิจ ปรีชาไปเป็นอาจารย์ มหา 'ลัยที่จังหวัดใกล้ๆ (จำไม่ได้ว่าจังหวัดไหน) เหมือนยังไม่มีครอบครัว ก็ท่านชายเธอเก็บตัวขนาดน้านนนโป่งมักไปเป็นสารถีให้เพื่อนๆเวลากลับมาบ้าน โดยเฉพาะหุยกะเกียว ขาวเป็นวิศวะอยู่อเมริกา มีภรรยาเป็นหมอ เริดมาก ต่วนเดี๋ยวนี้ไปทำรับเหมาก่อสร้าง มีครอบครัวนานหลายปีแล้ว จ้อยไปทำบัญชีที่ร้านของบ้านต้อย โอ้ว อยากเจอ เดี๋ยวต้องแวะเดินไปหาซะละ พี่เดือนเป็นผอ.ที่ศูนย์อะไรซักอย่างเกี่ยวกับพวก รพ. หรือ พยาบาลที่ยะลา หย่งเพื่อนซี้วุ่นวายกับงานพยาบาลและครอบครัวกับลูกที่กำลังโตเป็นวัยรุ่น แต่ยังอุตส่าห์ปลีกเวลามาให้กับเพื่อนรักคนนี้จนได้ น่ารักมากเลย วันที่ 9 พ.ค นี้จะมีงานพบคนยะลาที่กรุงเทพ สถานที่ยังไม่กำหนดแน่นอน แล้วปีนี้คณะราษฎรบำรุง ครบรอบ 100 ปี วันที่ 22 มิ.ย นี้ จะมีงานเลี้ยงรุ่น บอกโป่งไปว่า ถ้ามีคนรุ่นเราไปเยอะๆก็อยากไปเจอนะเม้าท์ไปเม้าท์มาก็ได้เวลาโป่งต้องไปประชุม แหม่มอาสาพาเราไปเที่ยววัดถ้ำ โอ้ว ไม่ได้ไปมานานมากแล้ว วัดหน้าถ้ำหรือวัดคูหาภิมุข มีพระนอนองค์ใหญ่อยู่ในถ้ำ มียักษ์รูปแบบภาคใต้ หน้าตาเหมือนซาไก ใส่ผ้าเตี่ยวสีแดง มีดอกไม้แดงทัดหู ถือกระบองหัวกระโหลกยืนปักหลักอยู่หน้าถ้ำ ข้อมูลเพิ่มเติมไปดูได้ในวิกิพีเดียนะคะ
ไม่ได้ไปมานาน ก็ไปรำลึกความหลังสมัยเด็กๆ ชอบจัง ถ่ายรูปด้วยกล้องคอมแพคมานิดหน่อย ดีที่ไม่มีใครเลย ทำให้เดินสบาย ถ่ายรูปสนุก
เสร็จสรรพให้แหม่มไปส่งที่บ้านต้อย จะได้ไปทักทายจ้อยกะต้อยซักหน่อย แต่จ้อยดันติดงาน ส่วนต้อยก็ไปธนาคาร เกรงใจพ่อแม่ต้อยนั่งทำงานอยู่เลยขอตัวกลับก่อน
จ้อยยังหน้าตาน่ารักเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าอ้วนขึ้นพอสมควร จำได้ตอนเด็กๆ จ้อยหน้าตาเหมือนตุ๊กตา มีอยู่วันนึงขณะที่จ้อยกำลังจะเข็นรถมอเตอร์ไซด์เข้าบ้านบนฟุตบาทหน้าบ้านตัวเอง ดันมีรถ(จำไม่ได้ว่ารถอะไรแล้ว) พุ่งขึ้นฟุตบาทไปชนจนจ้อยขาหักต้องเข้าเฝือกอยู่นานเป็นเดือน พวกเรายังไปเยี่ยมจ้อยและช่วยจ้อยระหว่างใส่เฝือก แล้วยังเซ็นต์ชื่อที่เฝือกจ้อยเป็นที่ระลึกด้วย แต่หลังจากจบ ม. นับว่าวันนี้เป็นวันที่ดีวันนึงที่ได้เจอเพื่อนเก่าๆหลายคน 22 ม.ค 255222 ม.ค 2552 วันนี้แหม่มโทรมาบอกว่าเพิ่งรู้ว่าเรากลับมา เลยจะขอนัดเจอ สรุปเป็นวันศุกร์กลางวัน วันนี้แหม่มปวดท้องลำไส้ขอนอนพักก่อน เย็นนี้หย่งมารับไปซิ่งหอประชุม หอประชุมเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกในเทศบาลเมืองยะลา เที่ยวตั้งแต่เกิดแล้ว ตอนเย็นๆคนยังเยอะเหมือนเดิม พ่อแม่พาลูกๆมาเที่ยวเล่น ในหอประชุมมีปูนปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆมากมาย จำได้ตั้งแต่เด็กๆชอบไปเล่นไดโนเสาร์ปูนปั้นขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมันก็ยังอยู่ที่เดิม มีปูนปั้นเพิ่มเติมขึ้่นมาอีกหลายตัว บรรยากาศน่ารัก อบอุ่นเชียว ซื้อปลาหมึกย่างกับก๊ะ(คำเรียกอิสลามผู้หญิงที่อายุมากกว่า หมายถึง พี่สาว) ก๊ะก็น่ารัก คุยแบบใสๆซื่อๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนที่นี่ ผู้คนน่ารักอัธยาศัยดี นั่งเม้าท์กับหย่งไป ก็เจอคนรู้จักพาแม่ พาลูกมาเที่ยว ทักทายกันไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย ไปเห็นเอ๊ะ นั่นพี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง)นี่นา พาภรรเมียและลูกน้อยวัยเจ็ดเดือน ชื่อน้องลูกปัดมาเดินเล่น ลูกปัดหน้าเหมือนพ่อหรือแม่แยกไม่ออก เพราะพ่อแม่หน้าตาเหมือนกันยังกะพี่น้องกันแน่ะ วันนี้รู้สึกสนุกดีจังเลย เพราะได้เจอเพื่อนได้คุย และได้ไปอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอบอุ่นในหอประชุมอีกครั้ง October 16 ไขปริศนาภาษาทารกไขปริศนาภาษาทารกเพื่อความสุขลูกน้อยเสียง “อ้อแอ้” ของทารกปริศนาที่คุณแม่ทั่วโลกอยากรู้ว่าลูกน้อยต้องการสื่อสารอะไร ได้ถูกไขความลับ ความมหัศจรรย์ของศาสตร์ “ภาษาเด็กทารก” แล้ว โดย “พริสซิล่า ดันสแตน” ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารภาษาเด็กทารก ระดับโลกที่กำลังฮิตสุดๆ ในประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ซึ่ง “แป้งเด็กแคร์” ชิงดึงตัวมาเป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ พร้อมทั้งชวนมาถอดรหัสภาษาทารกในประเทศไทย ในงานเปิดตัวแคมเปญ “แคร์ไขปริศนาหาความสุขเพื่อลูกน้อย” ที่ลานเซ็นทรัลคอร์ท ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเร็วๆนี้ ที่มาของแคมเปญไขปริศนานี้ “แคโรไลน์ คอมเบอมาล” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เริ่มจากทำการศึกษาเบื้องต้นกับกลุ่มคุณแม่และคุณแม่มือใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการไม่เข้าใจว่า เสียงร้องของลูกน้อยมีความหมายอย่างไร หรือต้องการอะไร ทำให้ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในสิ่งที่ลูกสื่อสารออก มาได้อย่างถูกต้อง ทำให้ลูกร้องไม่หยุด ส่งผลกระทบ ต่อตัวคุณแม่ทำให้เกิดความเครียดและยังส่งผลต่อการ พัฒนาทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กอีกด้วย จึงอยากแนะนำศาสตร์มหัศจรรย์ในการถอดรหัสภาษาเด็กทารกให้กับคุณแม่ทั่วไป เพื่อความสุขของลูกน้อยและ คุณแม่ ส่วนความลับของภาษาทารกนั้น “พริสซิล่า ดันสแตน” ผู้ค้นพบศาสตร์ของการถอดรหัสได้เล่าว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้ค้นคว้าวิจัยในเรื่องนี้ มาจากลูกชายของเธอ ซึ่งตอนนี้อายุ 10 ขวบแล้ว เมื่อตอนเล็กๆ ร้องไห้ ตลอดเวลา จุดประกายให้เธอพยายามศึกษาและพยายามฟังเสียงของลูกร้อง โดยดูว่าเสียงไหนของลูกดูมีความสุข แล้วหาสาเหตุว่าทำไม พร้อมทั้งหาเสียงก่อนที่ลูกจะร้องว่าเป็นเสียงอะไร จากนั้นจึงทำการศึกษาวิจัยต่อ โดยได้ทำการบันทึกเสียงของเด็กทั่วโลก จำนวนมากกว่า 1,000 คน จาก 20 ประเทศทั่วโลก และ พบว่าเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน จะมีการ สื่อสารด้วยภาษาสากลเดียวกัน หรือ Universal words นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมมีผลต่อการร้องของเด็กด้วย อย่างตอนที่มาเมืองไทย ก็ทำให้รู้ว่าเด็กไทยอาจมีปัญหาการร้องต่างกับเด็กอเมริกัน เพราะอากาศของเมืองไทยร้อนชื้นกว่า พริสซิล่าได้ไขความลับให้ฟังว่า ภาษาเด็กทารกที่เป็นเอกลักษณ์ของเด็กวัยแรกเกิดจนถึง 6 เดือน จะสื่อสารด้วยภาษาสากลหลักๆ ทั้งหมด 4 คำ ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันคือ 1.เสียง “เฮะ” เป็นเสียงที่ร้องบ่อยที่สุด เพื่อต้องการสื่อสารว่า กำลังรู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเกิดจากความเปียกชื้น ร้อนเหนียวตัว เสียง “เฮะ”นี้อาจจะอยู่ตอนไหนของประโยคก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ต้นประโยค วิธีการแก้ก็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือพาไปอาบน้ำ 2. เสียง “เอะ” อาจจะไม่ค่อยได้ยินบ่อยนักในเด็กไทย หมายถึงเด็กมีอาการอึดอัดเพราะมีลมในท้อง การแก้ก็ด้วยการอุ้มเด็กไว้ที่บ่า แล้ว ลูบหลังเบาๆ และให้โน้มตัวเด็กไปข้างหน้า เพื่อให้ลมในท้องออกมาให้หมด เสียงที่ 3 คือ “อาว” มีความหมายว่าง่วงนอน เหมือนเสียงหาว ก็ควรอุ้มกล่อมให้เขาได้นอน สุดท้ายคือเสียง “อึนเนะ” หมายถึงกำลังหิวนมหรือกระหายน้ำ ซึ่งก็ควรป้อนนมหรือป้อนน้ำให้ลูก พริสซิล่ายังแนะนำคุณแม่มือใหม่อีกว่า แม่ทุกคนสามารถแยกแยะและฟังเสียงที่ลูกร้องออกมาว่าต้องการอะไร เพียงแต่ต้องคอยสังเกต...แต่ถ้าอยากเรียนรู้เพิ่มเติมและอยากฝึกฝน แคร์จัดทำวีซีดี “รู้ไหมหนูบอกอะไรแม่” ขอได้ฟรีที่ 1800-800-900 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ปีที่ 59 ฉบับที่ 1852810/13/2008 September 24 เปลี่ยนไปเก็บเนื้อเก็บตัว
เรื่อยๆเฉื่อยแฉะ
ขี้เกียจตัวเป็นขน
นอกเหนือจากงานที่ยุ่งเหยิงจนเริ่มลงตัวและเริ่มชินแล้ว
พอเลิกงานหรือถึงวันหยุดก็มีอาการแบบนี้เขียนไว้ข้างบน
เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเดียวกันเลยอ่ะ เรา August 31 ุHYPOGLYCEMIA ปัญหาเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ การป้องกันแหล่งข้อมูล : http://www.krabong.com/sara/m3-016.html
ุ
HYPOGLYCEMIA ปัญหาเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ การป้องกัน
HYPOGLYCEMIAหรือน้ำตาลในเลือดต่ำ HYPO แปลว่าต่ำ GLYCEMIA หมายถึงน้ำตาล
คำแปลตรงๆ ก็คือ น้ำตาลในเลือดต่ำ มันเป็นโรคซึ่งหาสาเหตุไม่ได้ และมันไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่เมื่อคุณป่วยด้วยโรคนี้ มันจะเป็นสาเหตุ ที่ ทำให้คุณป่วยเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ ต่อไปได้ เป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นใหม่ เกิดขึ้นในยุคของคนสมัยใหม่ ในอเมริกาและยุโรป และขณะนี้ก็เกิดขึ้นกับคนไทย ยุคใหม่ของเราแทบทุกคน อาการของมันก็คือ อาการเพลียโดยหาสาเหตุไม่ได้ ผสมกับการนอนไม่หลับ ปวดเนื้อปวดตัว และระบบ
ขับถ่ายผิดเพี้ยนไปหมดนี่เป็นอาการรวมอย่างกว้างๆ นะครับ ขอพูดถึงอาการเพลียโดยหาสาเหตุไม่ได้เสียก่อน การเพลียโดยปรกตินั้นเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน คุณตื่นเช้า
ขึ้นมีเรี่ยวมีแรง พอตอนสายคุณต้องไปทำงานหนัก เป็นต้นว่าต้องเดินขึ้นเขา แบกของหนักเหงื่อไคลไหลย้อย พอแบกของไปถึงที่ คุณก็หมดแรง นั่งพักนอนพักทั้งคืน รุ่งขึ้นจึงจะมีเรี่ยวแรงทำงานต่อไปได้ นี่คือการเหนื่อยการเพลียตามปรกติ คือ ข้อที่หนึ่ง คุณตื่นขึ้นมามีเรี่ยวมีแรง ข้อที่สอง คุณออกแรงทำงาน
หนักเหงื่อไหลไคลย้อย ข้อที่สาม คุณเหนื่อยแล้วคุณก็พัก ข้อที่สี่ เมื่อคุณได้นั่งพัก หรือนอนพักแล้วรุ่งขึ้น คุณก็มีแรงตามปรกติ แต่การเหนื่อยเพลีย แบบ HYPOGLYCEMIA ไม่เป็นอย่างนั้นคุณนอนตื่นขึ้นมา คุณก็เพลียเสียก่อนแล้ว
คุณรู้สึกว่าคุณนอนไม่หลับสนิท ตอนเช้าตื่นขึ้นมารู้สึกเหมือนโงหัวไม่ขึ้น อยากลุกขึ้นมา แต่ก็ลุกไม่ไหว อยากนอนต่อ พอลุกขึ้นมาได้ แล้วล้างหน้าล้างตาอาบน้ำแล้ว ก็ยังรู้สึกเพลียอีกนั่นแหละ รู้สึกจิตใจมัวซัวไปทำงาน หรือ
จะทำอะไรก็ไม่มีชีวิตชีวา มิหนำซ้ำยังปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว และอาการเพลียไม่มีแรงของคุณ จะเป็นซ้ำๆ ซากๆ อย่างนี้ทุกๆ วัน นี่คือการเหนื่อยเพลียแบบ HYPOGLYCEMIA ซึ่งเป็นการเหนื่อยเพลียโดยหาสาเหตุไม่ได้ และก็จะ
หาสาเหตุไม่ได้แน่นอน ถ้าเผื่อผู้ที่ป่วยจะไปหาหมอตามโรงพยาบาล หรือคลินิก เมื่อใช้เครื่อง มือตรวจ ทุกอย่าง ตรวจเลือด เอกซเรย์ หรือทำสะแกนจนครบถ้วน ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นปรกติ เครื่องมือต่างๆ ก็จะไม่พบอะไรที่มันผิดปรกติ และแพทย์หลายคนก็อาจจะลงความเห็นว่า ผู้ป่วยนั้นเป็นโรคอุปาทาน หรือโรคประสาทไปเลย เมื่อประมาณ 40 ปีก่อนโน้น นายแพทย์ผู้หนึ่งของอเมริกา คือ สตีเฟน ไกแลนด์ ได้พบว่า เขาป่วยเป็นโรค
อ่อนเพลียโดยหาสาเหตุไม่ได้ นอกจากนั้น เขานอนไม่หลับ และปวดเนื้อปวดตัวอยู่ตลอดเวลา อาการป่วยของเขานั้น ทำให้เขารู้สึกเบื่อไปหมดทุกอย่าง เบื่อจนกระทั่งคิดอยากจะฆ่าตัวตาย
เขาไปหาแพทย์หลายคน เป็นเพื่อนกันก็มี เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสมอง และเชี่ยวชาญโรคอื่นๆ หลายโรค
แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเขาเป็นอะไร บางคนบอกว่าอาจจะเป็นเนื้องอกในสมอง แนะนำให้ผ่าตัดสมอง บางคนบอกว่า เป็นโรคเกี่ยวกับต่อมบางอย่างไม่ทำงาน แต่หลายๆ คนบอกว่าเขาเป็นโรคอุปาทาน และเป็น โรคประสาท และไม่มีใครรักษาเขาได้เลย เขาตกลงใจว่า เขาจะต้องรักษาตัวเองให้ได้ ขั้นแรกที่สุด เขาพยายามไปค้นคว้ารายงานแพทย์ต่างๆ ที่
รายงานถึงเรื่องโรคต่างๆ ซึ่งยังไม่มีใครค้นพบ เขาค้นรายงานใหม่ๆ ไม่พบว่ามีรายงานอันไหน ที่ตรง กับอาการของเขาเลย เขาจึงค้นย้อนต้นกลับไปอีกประมาณ 30 ปี ก็ได้พบรายงานของนายแพทย์รุ่นอาจารย์คนหนึ่ง คือ
นายแพทย์ซีล ฮาริส ได้พูดถึงอาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ HYPOGLYCEMIA จากการค้นคว้า และรวบรวมอาการ จากคนไข้หลายๆ คน นายแพทย์ฮาริสได้สรุปว่า เป็นอาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ และอาการที่นายแพทย์ฮาริสรายงานไว้ทุกอาการนั้น ตรงกับอาการของนายแพทย์ไกแลนด์ทุกอย่าง
เขาสรุปได้ทันทีว่า ที่เขาป่วยอยู่ขณะนั้นก็คือ HYPOGLYCEMIA และเขาก็เริ่มรักษาตัวเอง ด้วยการตรวจดูอาหารซึ่งเขาได้กิน ตามแฟชั่นสมัยนิยมขณะนั้น คืออาหารที่
หวาน ด้วยน้ำตาลขาวมากเกินไป และมีแต่แป้งขาวมากเกินไป (เช่น ขนมปังทำด้วยแป้งขาว และอาหาร แทบทุกอย่าง ที่ทำจากแป้งขาวและน้ำตาลขาว) เขาแก้ในเรื่องอาหารก่อน คือเลิกพวกแป้งขาวและน้ำตาลขาว แล้วหันมากินอาหารทุกอย่าง ที่เป็นอาหาร
ไม่ได้ขัดสีออก และกินอาหารประเภทผัก ผักสด และหลังจากนั้นก็แก้ในเรื่องชีวิตประจำวัน และในเรื่อง ความเครียด เขาได้ปรับปรุงเรื่องชีวิตประจำวัน ให้พ้นจากวิถีของชีวิตคนสมัยใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย และใน
ไม่ช้าเขาก็หายขาดจากโรค ซึ่งป่วยมากว่าสิบปี ต่อจากนั้นนายแพทย์ไกแลนด์ ได้ทำรายงานเสนอในวารสารการแพทย์หลายแห่ง ปรากฏว่ามีผู้ป่วยเช่น
เดียวกันมากมาย รวมทั้งผู้ที่เป็นแพทย์ด้วย นายแพทย์ไกแลนด์ และกลุ่มแพทย์อีกหลายคนได้ศึกษา HYPOGLYCEMIA อย่างจริงจัง ได้ทำ
รายงานและได้ร่างสูตรของ HYPOGLYCEMIA ไว้อย่างถูกต้อง ตามหลักการแพทย์ทุกประการ จนเป็นที่ยอมรับของวงการแพทย์อเมริกัน และได้มีการศึกษาเรื่องผู้ป่วยด้วยโรคนี้ ปรากฏว่าในสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้วมามีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ถึง 20 ล้านคน และแพทย์กลุ่มนี้
ได้ระบุอาการละเอียดต่างๆ ของโรคนี้ มีอยู่ด้วยกัน 40 อาการ (ท่านผู้อ่าน กรุณาเก็บอาการที่จะพูดถึง นี้ไว้ด้วย เพราะเราจะพูดถึงกันโดยละเอียดในตอนต่อไป) อาการโดยละเอียดคือ
1. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 2. รู้สึกเบื่อหน่าย -ซึมเศร้า 3. นอนไม่หลับ
4. มีอาการทางประสาท 5. เวียนหัว-ปวดหัว 6. เหงื่อแตกบ่อยๆ 7. มือสั่น 8. หัวใจเต้นผิดปรกติ 9. ปวดกล้ามเนื้อปวดหลัง 10. เบื่ออาหาร 11. จิตใจฟุ้งซ่าน ขาดสมาธิ 12. เนื้อตัวชาเป็นบางครั้ง 13. ท้องอืด ท้องขึ้น 14. มือเย็น เท้าเย็น 15. รู้สึกสับสนปั่นป่วน 16. เป็นตะคริวบ่อย 17. เบื่อการพบปะผู้คน 18. อ้วน น้ำหนักเกิน 19. การทรงตัวไม่ดี 20. อยากฆ่าตัวตาย 21. เกิดการชักกระตุก 22. เป็นลมบ่อยๆ 23. ความจำเสื่อม 24. วิตกกังวลง่าย 25. หิวอย่างรุนแรง ก่อนถึงเวลา 26. ลังเลตัดสินใจไม่ได้ 27. อยากกินของหวานๆ 28. กามตายด้าน 29. มีอาการภูมิแพ้ 30. การประสานงาน ส่วนต่างๆ ของร่างกายเลวลง 31. คันตามผิวหนัง 32. หายใจไม่ออกบ่อยๆ 33. ฝันร้ายบ่อยๆ 34. ปากแห้ง-คอแห้ง 35. ลมหายใจ และปากมีกลิ่นแปลกๆ 36. โมโหร้าย 37. ถ่ายอุจจาระผิดปรกติ 38. ถ่ายปัสสาวะผิดปรกติ 39. หน้าร้อนผ่าวบ่อยๆ 40. ทนเสียงอึกทึก-แสงจ้าๆ ไม่ได้. นายแพทย์เจคอบ ไตเทิ้ลบอม จากแอนนาโปลีส มารี่แลนด์ เป็นแพทย์อีกคนหนึ่งที่ป่วยด้วยอาการ
HYPOGLYCEMIA หรือนํ้าตาลในเลือดตํ่า เขาโชคดีกว่านายแพทย์ไกแลนด์ เพราะขณะที่เขาป่วย นั้นโรคนี้เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว แต่กระนั้นก็ตามที แม้จะรู้วิธีรักษา แต่ก็ต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งปีกว่าจะ รักษาโรคของเขาให้หายได้ นั่นก็เพราะเขาเกิดในสมัยหลัง นายแพทย์ไกแลนด์ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนรุ่นหลังอย่างไตเทิ้ลบอม
กลายเป็นชีวิตของคนสมัยใหม่เต็มตัว วัตถุนิยมกลายเป็นเป้าหมายในการดำรงชีวิตการแก่งแย่งชิงดี ความรีบร้อน และยุ่งเหยิงในชีวิตประจำวัน ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความเครียดและบีบคั้นโรคนํ้าตาล ในเลือดตํ่า จากการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ และปวดเนื้อปวดตัว ได้กลายเป็นโรคที่สลับซับซ้อนและมีอาการ แปลกๆ มากมายถึง 40 อาการ ดังที่ได้ระบุไว้แล้วตามหัวข้อข้างต้น แต่ความแตกต่างระหว่างอาการของโรคอื่นๆ และจาก HYPOGLYCEMIA นี้มีต่างกันอยู่อย่างหนึ่ง
คืออาการจากโรคอื่นๆ นั้นเรารู้สาเหตุ แต่อาการอย่างเดียวกันซึ่งเกิดจาก HYPOGLYCEMIAนั้น เราจะหาสาเหตุไม่ได้ อย่างเช่น อาการหัวใจเต้นผิดปรกติของบางคนนั้น เมื่อตรวจดูอย่างละเอียดแล้วเราจะรู้ว่าสาเหตุมาจาก
โรคหัวใจ แต่หัวใจเต้นผิดปรกติของ HYPOGLYCEMIA ตรวจดูเท่าไหร่ ละเอียดเท่าไหร่ก็จะหา สาเหตุไม่ได้ โดยเหตุนี้แหละ เมื่อไปหาแพทย์หลายคน ซึ่งมักจะได้รับคำตอบว่า "ตรวจร่างกายละเอียดแล้วคุณสมบูรณ์ ทุกอย่างคุณคงจะเป็นโรคอุปาทานมากกว่า" นายแพทย์ไตเทิ้ลบอม คงจะเข้าใจความรู้สึกของคนไข้เป็น อย่างดี เขาจึงเตือนเพื่อนนายแพทย์ด้วยกันว่าอย่าด่วนตัดสินใจว่าคนไข้เป็นโรคอุปาทาน จนกว่าคุณจะได้ ทดสอบคนไข้ด้วย G.T.T.หรือ GLUCOSE TOLERANCE TEST เพราะการตรวจเช่นนี้ ถ้าพบว่า นํ้าตาลในเลือดขึ้นๆลงๆ อยู่ตลอดเวลา เมื่อทำเป็นกราฟก็จะเห็นว่า เส้นกราฟของนํ้าตาลในเลือดขึ้นลง เป็นรูปภูเขาแล้วคนไข้ก็เป็นโรค HYPOGLYCEMIA แน่ แสดงว่าจะรู้แน่นอนว่าเป็น HYPOGLYCEMIA แน่นอนก็ต้องเจาะเลือดดูติดต่อกันเกือบทั้งวันจึงจะ
รู้แน่ว่าเป็น HYPOGLYCEMIA หรือจะเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า CHRONIC FATIGUESYNDROME หรือ CFS ก็ได้ การเหนื่อย เพลียแบบ HYPOGLYCEMIA นี้ ไม่มีสาเหตุ คุณไม่ได้ไปออกแรงไม่ได้วิ่ง ไม่ได้ทำงานหนัก
แต่คุณก็เหนื่อยเปลี้ยเพลียแรงอยู่ตลอดเวลา ตื่นเช้าขึ้นมาทั้งๆ ที่ได้นอนมาแล้ว 7-8 ชั่วโมง แต่คุณก็ไม่มีแรง ลุกไม่ได้ คุณกินอาหารบำรุงก็แล้วฉีดยาบำรุงกี่เข็มต่อกี่เข็มก็แล้ว แต่คุณก็ยังไม่มีแรงอยู่นั่นเอง นี่คือความแตกต่างของการเหนื่อย การเพลียอย่างมีสาเหตุ และอย่างไม่มีสาเหตุซึ่งเป็นเพราะ
HYPOGLYCEMIA มาถึงการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นอาการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของ HYPOGLYCEMIA ซึ่งถ้าพยายาม
หาสาเหตุเพียงไร ก็จะหาไม่พบและทำให้งงงันอยู่ตลอดเวลา ปรกติถ้าคนที่ไม่เป็นอะไร ทำงานหนักๆ หรือออกแรงมากๆ เขาก็จะง่วงนอน เมื่อนอนก็หลับทันทีและ เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะมีแรง แต่การนอนไม่หลับของ HYPOGLYCEMIA นั้น แรกๆ
เจ้าตัวอาจจะนึกว่าตัวนอนหลับสนิทแต่ในไม่ช้าเขาจะรู้ตัวว่า เขาตื่นขึ้นคืนหนึ่งๆ หลายครั้ง และบางครั้ง เขาจะต้องเข้าห้องนํ้าถ่ายปัสสาวะคืนหนึ่งหลายๆ ครั้ง เมื่อเขานอนต่อไปจนถึงรุ่งเช้า ถึงเวลาไปทำงาน เขาจะลุกไม่ไหวยิ่งแข็งใจตื่นมากเท่าไหร่ เขาก็จะงัวเงีย และหมดแรงมากเท่านั้น ไปหาหมอเพื่อหาสาเหตุว่า เขานอนไม่หลับเพราะอะไร ก็จะหาสาเหตุไม่เจอ และเมื่อแพทย์พยายามช่วย
เขาด้วยการจ่ายยานอนหลับให้ เขาก็จะพบว่าอาการของเขากลับเลวร้ายไปใหญ่ เขาจะนอนหลับเหมือน คนเมาคือ สมองของเขาจะมึนซึมเหมือนคนเมาเหล้า และถึงแม้จะหลับไปได้ แต่จะตื่นไม่ได้และอาการ ของเขาก็จะเป็นมากขึ้น จนกลายเป็นโรคประสาทเรื้อรังไปเลย อาการต่างๆ เหล่านี้ ผสมกันหลายอย่างก็จะต่อๆ ไปให้เกิดอาการแปลกๆ มากขึ้นอาการตอนแรกๆ ก็คือ
อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดตัว ปวดศีรษะ ระบบขับถ่ายทั้งหนักทั้งเบารวนเรไปหมด และอาการต่างๆ ก็จะมากขึ้นจนถึง 40 อาการดังกล่าวมาแล้ว ที่สำคัญก็คือ ไม่ใช่อาการทางกายแต่อย่าง
เดียวแต่จะมีอาการทางจิตด้วย เขาจะรู้สึกเบื่อหน่าย ซึมเศร้า อาจจะถึงคิดฆ่าตัวตายก็มี และนี่แหละ คือโรคที่นายแพทย์ฮาร์เวย์ รอสส์ เพื่อนคนหนึ่งของนายแพทย์ไกแลนด์กล่าวไว้ว่า "โรคนี้ไม่
ทำให้คุณตายหรอก แต่มันจะทำให้คุณอยากตาย". การรักษา
อาการ 40 อาการนั้น ค่อนข้างจะหนักหนาสาหัส เพราะดูๆ ไปแล้ว ไม่ว่าจะป่วยเป็นอะไรก็ตาม ดูเหมือน อาการจะมาตรงกับ HYPOGLYCEMIA หรือ CFS. ไปเสียหมดสิ้น แล้วทำไมไม่บอกเสียสักทีว่า รักษาอย่างไร ผมบอกแล้วว่า ต้นเหตุเกิดจากการกินอาหารผิดๆ ก็ต้องแก้เรื่องอาหารเสียก่อน เรื่องการกินผิดๆ นั้น
ให้คำจำกัดความง่ายๆ ว่า เรากินตามใจปากมากเกินไป กินอาหารด้วยการติดความอร่อยมากเกินไป กินอาหารเนื้อสัตว์มากเกินไป กินอาหารประเภทแป้งขาวมากเกินไป กินหวานเกินไป กินมันเกินไป กินอาหารรสจัดมากเกินไป เหล่านี้เป็นต้น วิธีแก้ง่ายๆ จึงได้แนะให้กินอาหารตามสูตรชีวจิต ซึ่งเป็นสูตรกลางๆ อย่างที่สุด และเมื่อลองกินอาหาร
ตามสูตรแล้ว ก็ต้องแก้อาการอื่นๆ ซึ่งยังหลงเหลืออยู่ต่อไป เรียกว่าต้องแก้ทั้งอาการภายนอก และอาการ ภายในร่วมกันนั่นเอง และก็อย่าลืมเรื่องชีวิตประจำวัน คือการปรับชีวิตประจำวันให้สมดุล พร้อมกันไปด้วย กิน นอน ทำงาน
พักผ่อน ออกกำลังกาย ต้องมีกิจกรรมให้ครบถ้วน จัดให้พอดีกับวิถีชีวิต จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ และเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องของการคิดหรือวิธีคิด รู้จักคิดในทางบวก คิดในทางที่จะทำตัวเอง
ให้สบายใจ มีความรัก ความเมตตาให้แก่ตัวเอง แก่คนอื่น และเพื่อนร่วมโลก ฟังดูแล้วเหมือนกับเอาเทศน์ หรือเทปของวัดวาอารามต่างๆ มาเปิดให้ฟัง แต่จริงๆ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง
ชีวิตคนเราถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ หรือการแพทย์โดยตรง ก็ต้องมีเรื่องคุณธรรม หรือศีลธรรมเป็น พื้นฐาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่บ้าน จะไปคลินิก ไปโรงพยาบาล ไปหาหมอวิเศษที่ไหน ถ้าแห่งนั้นหรือหมอคนนั้น ขาดคุณธรรมหรือศีลธรรม โรคของคุณและอาการป่วยของคุณ ไม่มีวันหายหรอกครับ เอาละครับ ก่อนที่จะลืมพูดส่วนสำคัญของอาหาร อีกส่วนหนึ่งคือ เรื่องแร่ธาตุ ผมขอพูดถึงความสำคัญ
ของแร่ธาตุ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับ HYPOGLYCEMIA โดยตรง และก็มีความสำคัญต่อการรักษา HYPOGLYCEMIA หรือ Chronic Fatigue Syndrome (CFS). เป็นพิเศษด้วย แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมีอยู่ 18 อย่าง คือ แคลเซียม คลอรีน โครเมียม โคบอลท์ ทองแดง ฟลูออรีน
ไอโอดีน แมกนีเซียม แมงกานีส โมลิบดีนัม ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม ซีเลเนียม โซเดียม กำมะถัน วานาเดียม และสังกะสี ในจำนวน 18 ตัวนี้ มีอยู่ 4 ตัว ซึ่งมีความสำคัญกับ Chronic Fatigue Syndrome (CFS). เป็นพิเศษ
คือ โซเดียม แคลเซียม โปแตสเซียม และแมกนีเซียม สี่ตัวนี้เราเรียกว่า กลุ่มเกลือคาร์บอนิค (CARBONIC SALTS) ขอย้อนกลับพูดถึงความสำคัญของ อาหารที่มีต่อชีวิตของเราว่า อาหารสร้างชีวิตของเรา และทำให้เรา
มีชีวิตเจริญเติบโตต่อไปได้ก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน อาหารก็สามารถเป็นเพชฌฆาตทำให้เราตายได้ โทษของอาหารก็คือ ถ้าเรากินอาหารผิดๆ อาหารนั้นก็จะกลายเป็นท็อกซิน (TOXIN) ทำลายสุขภาพและ
ชีวิตของเราได้ ท็อกซินเป็นพิษก็จริง แต่ไม่ใช่ยาพิษ มันเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งแล้วแต่การผสมหรือการบูด
(FERMENTATION) จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไร และตกค้างอยู่ในร่างกายมากน้อยเพียงไรด้วย ขอพูดถึงกระบวนการของการกิน ซึ่งก่อนที่เราจะกินมัน ก็เป็นอาหารปรกติธรรมดา เช่น หมู เห็ด เป็ด ไก่
ก่อนจะส่งเข้าปากเรา มันก็จะเป็นหมู เห็ด เป็ด ไก่ อยู่ แต่พอเข้าปากเราแล้ว มันก็จะเปลี่ยนแปลงทันที มันจะถูกเคี้ยวให้ละเอียดก่อน อาหารบางอย่างเมื่อถูกเคี้ยว
คลุกเคล้ากับน้ำลาย เช่น ข้าวจะเปลี่ยนเป็นแป้ง และน้ำตาลกลูโคส และอาหารอย่างอื่นเมื่อผ่านลงกระเพาะ จะถูกย่อย และผ่านจากกระเพาะสู่ลำไส้เล็ก ก็จะถูกย่อยละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะโปรตีนและไขมัน ต่อจากนั้น มันจึงจะถูกดูดซึมเข้ากระแสโลหิต และโลหิตก็จะไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย
ส่วนที่เหลือเป็นกากอาหาร ก็จะกลายเป็นอุจจาระ ขับถ่ายออกจากร่างกาย เป็นอันจบกระบวนการ กระบวนการนี้เรียกว่า METABOLISM ในระหว่างกลางของกระบวนการ METABOLISM นี้เอง ที่จะเกิดการสร้างท็อกซินหรือพิษขึ้นมา โดย
เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาหาร ซึ่งเราแยกออกเป็น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เมื่อย่อยครบถ้วน กระบวนความแล้ว กลุ่มโปรตีนและไขมัน จะกลายเป็นกรดซิลเฟอริค และกรดฟอสฟอรัส กลุ่มคาร์โบไฮเดรต จะกลายเป็นกรดอาซติค และกรดแลคติค กรดซัลเฟอริค และกรดฟอสฟอริค เป็นกรดร้ายแรง ขนาดกัดเหล็กให้กร่อนได้ ส่วนกรดอาซติค หรือ
กรดน้ำส้ม และกรดแลคติค ก็มีความร้ายแรงเกือบจะพอๆ กัน ความรุนแรงเช่นนี้ ถ้ายังคงอยู่ในร่างกายเรา อวัยวะสำคัญๆ ก็จะพังพินาศไม่มีชิ้นดี และเราก็คงตายไป
เสียนานแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้ ว่าที่จริงก็เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็คงไม่ต้องการให้เราตายง่ายๆ
เช่นนั้น จึงได้เตรียมแก้ความเป็นพิษไว้ให้เรา การแก้พิษนี้ ก็คือกลุ่มเกลือคาร์บอนิคนี้เอง กลุ่มเกลือคาร์บอนิค จะเปลี่ยนกรดที่ร้ายแรงต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ให้กลายเป็นกลางได้ และสารอาหารต่างๆ
ซึ่งจะกลายเป็นพิษร้ายแรงนั้น ก็กลับกลายเป็นสารอาหาร ที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงร่างกายได้ นั่นคือการทำลายท็อกซินขั้นแรก แต่การทำลายท็อกซิน ด้วยวิธีธรรมชาติของร่างกายนั้น ไม่สามารถจะทำร้ายท็อกซิน ได้หมดร้อยเปอร์เซ็นต์
ถ้ากลุ่มเกลือคาร์บอนิคซอลท์ของเรา ไม่เพียงพอ และจะยิ่งร้ายแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าเรากินผิดๆ เช่น แป้ง ขาวมากเกินไป เนื้อสัตว์มากเกินไป หวานมากเกินไป มันมากเกินไป เหล่านี้เป็นต้น ด้วยเหตุการแก้อาการ Chronic Fatigue Syndrome (CFS). ประการหนึ่งในหลายประการก็คือ
เติมกลุ่มเกลือคาร์บอนิคเข้าไปให้มากขึ้น การเติมนี้ ผมเคยอธิบายให้ฟังไว้หลายครั้งแล้วว่า กลุ่มวิตามินและแร่ธาตุนั้น ก็คืออาหารและมีอยู่ใน อาหารแล้ว แต่ในกรณีที่เราป่วย การจะกินอาหารที่มีแร่ธาตุอย่างนี้ แต่เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ทันกาล จึงควรกินชนิดอย่าง ที่สกัดออกมาอย่างเข้มข้น ทำเป็นเม็ดหรือแคปซูล จะช่วยทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น กลุ่มเกือบคาร์บอนิค ที่มีในอาหารนั้น มีดังนี้
โซเดียม มีอยู่ใน เกลือ หอย แครอท หัวบีท อาร์ติโช้ค เนื้อสัตว์ ประโยชน์ ของโซเดียม ช่วยขับถ่ายทางผิวหนัง (เหงื่อ) ช่วยให้การทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ แคลเซียม อาหารจากนม และผลิตผลจากนม ปลา และกระดูกปลา ถั่วต่างๆ วอลนัท เมล็ดทานตะวัน
ถั่วเหลือง ถั่วแดง ผักใบเขียว ประโยชน์ สร้างกระดูก ฟัน เล็บ ช่วยการเต้นของหัวใจ ทำให้นอนหลับ ช่วยให้ธาตุเหล็กทำงานดีขึ้น (สร้างเลือด) ช่วยระบบประสาท โปแตสเซียม มีในพวกส้ม และผลไม้เปรี้ยว แคนตาลูป มะเขือเทศ แห้ว ผักใบเขียว เมล็ดทานตะวัน กล้วย
มัน (หัว) ประโยชน์ ช่วยให้สมองทำงานดีขึ้น ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยแก้ภูมิแพ้ ช่วย รักษาระดับน้ำตาลในเลือด แมกนีเซียม มีในมะนาว ส้มโอ ข้าวโพด อัลมอนด์ ถั่วต่างๆ ผักเขียวแก่ แอปเปิ้ล
ประโยชน์ ช่วยแก้รู้สึกซึมเศร้า ช่วยระบบเลือดหัวใจ ช่วยฟันแข็งแรง ช่วยละลายแคลเซียมสะสม ช่วย ในการย่อย ถ้าหากมีอาการ Chronic Fatigue Syndrome (CFS). เมื่อใด ก็แสดงว่า กลุ่มเกลือคาร์บอนิค
ในอาหารของเรา มีไม่พอเพียง จะเพิ่มอาหารอีกก็จะแก้ไม่ทัน จึงแนะนำให้ใช้อย่างสกัดเป็นเม็ด หรือ เป็นอาหารเสริมดังนี้ แคลเซียม 500 มก. โปแตสเซียม 100 มก. แมกนีเซียม 300 มก. (กินทุกวัน ประมาณ 2-3 อาทิตย์) โซเดียมไม่ต้องเติม เพราะคนไทยกินเค็มมากอยู่แล้ว.
August 14 เป็ดปักกิ่ง สุดยอดอาหารปักกิ่ง เป็ดปักกิ่ง สุดยอดอาหารปักกิ่ง
August 12 คนที่ทำได้ดีในภาวะที่มีความกดดันสูง ถึงจะเป็นซูปเปอร์สตาร์ตัวจริงวันนี้ดูกีฬาโอลิมปิก บาสเก็ตบอลระหว่าง จีน อันดับ 8 ตอนชิงแชมป์โลกปี 2006 กับ สเปน แชมป์โลกปี 2006
วันนี้จีนเล่นด้วยความมั่นใจ นำไปสาม quarter แต่ด้วยประสบการณ์ และความใจสู้ ทำให้สเปนทำคะแนนจนเสมอในตอนจบ quarter ที่ 4 ต้องต่อเวลาไปอีก 5 นาที มาช่วงต่อเวลานี้ เหยาหมิงซูปเปอร์สตาร์ของจีนทำฟาว์ลครบ 5 ครั้ง ต้องออกจากการแข่งขัน แล้วทีมจีนก็แผ่นปลาย หวังจือจื้อที่เคยโชว์การชู๊ตสามคะแนน ซึ่งเด่นมากในเกมส์นี้ก็ทำคะแนนไม่ได้ โดนสเปนขโมยบอลจากมือไปบ่อยครั้ง ดูรวนกันไปหมด ดูไม่ฮึกเหม และเหมือนช่วง 3 quarter แรก ในขณะที่สเปน ถึงแม้จะอยู่ในภาวะที่ตามอยู่ และโดนกองเชียร์จีนกดดันเมื่อได้ลูกโทษ แต่สุดท้ายสเปนก็ชนะไป จากเกมส์ครั้งนี้ จีนสามารถเล่นได้ดีมาก ในภาวะที่ไร้ความกดดัน แต่เมื่ออยู่ในช่วงที่ความกดดันสูง จีนจะเล่นไม่ออก
ในขณะที่สเปน กลับเล่นได้ดีมากในภาวะความกดดันสูง โดยเฉพาะ Gasol ซูปเปอร์สตาร์ของสเปน โชว์ผลงานได้ดีมากในท้ายเกมส์ คนพากย์กีฬากล่าวได้ดีมากว่า "คนที่ทำได้ดีในภาวะที่มีความกดดันสูง ถึงจะเป็นซูปเปอร์สตาร์ตัวจริง"
ในปรกติชีวิตคนเรามักเจอภาวะทั้งไร้ความกดดัน กับภาวะที่มีความกดดันสูงเสมอ โดยธรรมดา คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ในภาวะที่มีความกดดันสูง แต่ถ้าสังเกตุให้ดี คนที่ทำได้ดีในภาวะนั้น มักจะเติบโตในสายงานนั้น และแข็งแกร่ง พร้อมจะพบเจอความกดดันที่สูงขึ้น เหมือนนักปีนเขาที่สามารถไต่เขาที่สูงขึ้น ทำลายสถิติตัวเองไปเรื่อยๆ คนพวกนี้นับว่าน่ายกย่อง เพราะเป็นยอดคน ทำให้โลกนี้ยังเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องเป็นคนแบบนี้แล้วจะดี อันนี้อยู่ที่เป้าหมายของแต่ละคน
หลายคนไม่อยากเป็นยอดคน ไม่ได้หวังเป็นซูปเปอร์สตาร์ หวังเพียงความสุขที่พอเพียง แต่ดูคนกลุ่มซูปเปอร์สตาร์นี้ไว้ และเรียนรู้การเอาตัวรอด การปรับตัวของเค้า เพื่อเวลาที่เราต้องเจอเหตุการณ์คับขัน ความกดดันที่สูงปรื๊ด จะได้เอาตัวรอดได้บ้าง มีการทดลองอยู่ชิ้นหนึ่ง ต้องการดูว่านักกีฬาที่ฝึกกับ โค้ชที่ดุ กับ โค้ชที่เข้าใจเห็นอกเห็นใจ แบบไหนจะส่งผลที่ดีกว่ากัน
โดยโค้ชที่ดุ ก็จะเอาแต่ตะคอก และพูดจาเสียดสี คลางแคลงในความสามารถของนักกีฬาตลอดเวลา ถึงแม้ว่า นักกีฬาจะทำได้ดี เช่น แกมีความสามารถแค่นี้เองเหรอ ชีพจรของนักกีฬาจะเต้นแรงและเร็ว และอยู่ในภาวะที่ตึงเครียดตลอดเวลาที่อยู่ในภาวะการฝึกแบบนี้ เราคงเคยเห็นโค้ชแบบนี้ในทีมวอลเลย์บอลหญิงจากรัสเซีย และจากเกาหลีใต้ ในขณะที่โค้ชที่เข้าใจ จะให้กำลังใจ แทนที่จะตำหนิ และชื่นชมเสมอเมื่อนักกีฬาทำได้ดี ชีพจรของนักกีฬาจะเต้นปรกติ อยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย ผลการทดลอง ปรากฎว่า นักกีฬาที่ต้องฝึกกับโค้ชที่ดุ และสร้างภาวะกดดันตลอดเวลา ให้ผลได้ดีกว่าโค้ชที่เข้าใจ ให้กำลังใจอยู่พอสมควร (จำเปอร์เซ็นต์ไม่ได้) เราก็เชื่อเช่นนั้น แต่คิดว่า เหมาะกับสถานการณ์และประเภทงานที่มีผลการตัดสินแพ้ชนะในเสี้ยววินาที มากกว่า
และจากที่เห็นหลายๆทีมชั้นนำในโลกก็ยังคงเลือกวิธีที่ผสมกัน แต่ค่อนไปทางเข้าใจและชื่นชม มากกว่า ดุ ตะคอก ในโลกธุรกิจ ในองค์กรต่างๆ เริ่มใช้วิธีสร้างความกดดันเพื่อให้ได้มาซึ่งยอดขายที่สูงขึ้นในระยะเวลาอันสั้น
ถึงแม้ว่าในตอนแรกจะดูเหมือนความเป็นไปได้มีน้อยก็ตาม แต่มักจะได้ผลตามที่ต้องการจริงๆด้วย แต่ในระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความเหนื่อยล้าของทีมงาน และส่งผลให้เกิดภาวะ จิตใจที่ถดถอย องค์กรที่ดี ต้องมีแผนรองรับภาวะที่ถดถอยทางจิตด้วย มิเช่นนั้น จะเกิดภาวะอัตราการลาออกสูงขึ้น หรือ ที่เรียกว่า turnover rate สูงขึ้น อย่างไรก็ตามภาวะความกดดันสูงของคนหนึ่ง อาจเป็นภาวะที่ไร้ความกดดันของอีกคนหนึ่ง
เรื่องนี้บางทีเป็นเรื่องเฉพาะตัว คนที่ประสบการณ์น้อยและถูกคาดหวังสูง มันจะกดดันสูงกว่าคนที่มีประสบการณ์สูง แต่บางคนก็มีแนวคิดที่ดี ไม่มองอุปสรรคเป็นปัญหา แต่มองเป็นความท้าทาย
การจะมองแบบนั้นได้ ต้องมี Passion หรือ พลังที่เกิดจากความหลงใหลใคร่ทำในสิ่งนั้นๆประกอบด้วย เชิ่อว่า ทุกคนจะมีเรื่องที่ตัวเองมีความลุ่มหลงอยู่มาก ซึ่งก็จะเกิดภาวะมองอุปสรรคเป็นความท้าทายและก้าวผ่านไปอย่างสวยงาม
เราอาจเป็นซูปเปอร์สตาร์ ในเรื่องเล็กๆ และในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทุกคนต่างมีโอกาสนั้นเสมอ เราเชื่ออย่างนั้น กำลังใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเป็นซูปเปอร์สตาร์เช่นกัน มันเป็นพลังเสริมนอกจากใช้กำลังภายในของตัวเอง
มีหลายเหตุการณ์ที่แสดงถึงพลังเหนือธรรมชาติของ ก่อให้เกิดปาฎิหารย์อันเกิดมาจากกำลังใจ มันเป็นเหมือนพลังจิตที่ทุกคนร่วมกันส่งไปที่จุดๆหนึ่ง ทำให้คนที่ได้รับ มีพลังเพิ่มขึ้นอย่าน่าอัศจรรย์ เรามักจะเห็นผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นเพราะมีกำลังใจอันล้นหลาม หรือ แม้แต่นักกีฬาที่เอาชนะเพราะเสียงเชียร์จากกองเชียร์ ยังไงก็แล้วแต่สร้างพลังขึ้นจากตัวเราก่อน กำลังใจจากคนอื่นถือเป็นพลังเสริมละกัน
แต่ตอนนี้ใครต้องการกำลังใจ รับไปเลยนะคะ มอบให้ค่ะ August 10 Lamu Old TownKenia Lamu Old Town Unesco World Heritage says: Lamu Old Town is one of the oldest Swahili settlements in East Africa. Built in coral stone and mangrove timber, the town is characterised by the simplicity of structural forms enriched by such features as inner courtyards, verandas, and elaborately carved wooden doors. Lamu has hosted major Muslim religious festivals since the 19th century, and has become a significant centre for the study of Islamic and Swahili cultures. July 14 วิธีเซฟชื่อแฟนคุณในโทรศัพท์ไอเดียเจ๋งๆ วิธีการเซฟชื่อแฟนคุณในโทรศัพท์
1. Save เลขหมายโทรศัพท์ ของแฟน ในมือถือเครื่องของคุณโดย SaveName ว่า
'คิดถึงเหมือนกัน' แทนชื่อแฟนของคุณ 2. Save เลขหมายโทรศัพท์ ของคุณ ในมือถือของแฟนโดย SaveName ว่า 'คิดถึงนะ'
แทนชื่อของ คุณ 3. เมื่อถึงเวลาที่จะต้องโทรหากัน คุณก็โทรหาแฟนสัก 1 - 2 ตู๊ดแล้ววางสาย
ที่เครื่องของแฟนก็จะ Show Miss Call เมื่อListดูก็จะพบข้อความว่า 'คิดถึงนะ' 4. เช่นเดียวกัน เมื่อแฟนต้องการจะตอบว่า คิดถึงเหมือนกันก็ให้โทรหาคุณ แล้ววางสาย
Show Miss Call เมื่อList ดู คุณก็จะพบข้อความว่า 'คิดถึงเหมือนกัน ' เท่านี้คุณสามารถก็ประหยัดค่าโทรไปได้อย่างน้อยก็วันละ 6 บาท
เก็บเงินไว้พาแฟนไปดินเนอร์ใต้แสง เทียนดีกว่า นั่นมันสำหรับแฟนกัน ถ้าแต่งแล ้วต้องตามนี้เลย
1. Save เลขหมายโทรศัพท์ ของเมีย ในมือถือเครื่องของคุณโดย SaveName ว่า
'เองอยู่ไหน ทำไมยังไม่กลับบ้าน' แทนชื่อเมีย 2. Save เลขหมายโทรศัพท์ ของคุณ ในมือถือของเมียโดย SaveName ว่า 'ติดประชุม(โว้ย)'
แทน ชื่อของคุณ 3. เมื่อถึงเวลาเมียตามกลับบ้าน จะต้องโทรหาคุณ คุณไม่ได้รับเพราะ....ก็จะ Show Mi
ss Call เมื่อListดูก็จะพบข้อความว่า 'เองอยู่ไหน ทำไมยังไม่กลับบ้าน' 4. เช่นเดียวกัน คุณก็โทรหาเมียคุณ ๑ ตู๊ด แล้ววางสาย เมียคุณก็จะเห็น Miss Call
เมื่อList ดู คุณก็จะพบข้อความว่า 'ติดประชุม(โว้ย)' เท่านี้คุณสามารถก็ประหยัดค่าโทรไปได้อย่างน้อยก็วันละ 6 บาท แต่อาจต้องนอนนอกบ้าน June 28 ชีวิตวันนี้ไม่ได้เข้ามาเขียนเล่าเรื่องโน่นเรื่องนี่มานานมากแล้ว
มีแต่เอาเรื่องของคนอื่นมาแปะ
เหตุเพราะชีวิตตั้งแต่ต้นปี ยุ่งมากกกก
หน้าที่การงานมีการปรับเปลี่ยน มีความรับผิดชอบมากขึ้น
จนวันนี้ก็ยังคงต้องปรับตัวปรับใจกับเรื่องนี้อยู่ทุกวัน
ต้นปีที่ผ่านมา ทำงานหนัก และเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น
เนื่องด้วยจังหวะ และโอกาสหลายๆอย่าง
และรู้สึกเป็นการคลายเครียดที่ดีที่สุดเลย ยิ่งเครียดยิ่งเที่ยว
เอ๊ะ เที่ยวหนัก แปลว่าเครียดหนักรึป่าวหว่า อิอิ
หลังๆเริ่มทำตัวสันโดษมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าชีวิตประจำวันก็มีเรื่องวุ่นวายให้เครียดให้คิดมากพอแล้ว
เวลานอกทำการ ก็ไม่อยากไปเติมเรื่องจุกจิกอีก เลยเลือกที่จะไปเที่ยวกันในกลุ่มเล็กๆ
และสุดท้ายก็ไปกะคนในครอบครัว จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าใครจะรู้สึกดี รู้สึกแย่กะเรารึป่าว
นี่ถ้าเราเป็นผู้ชาย คงโบกโบยบินไปไหนแบบเตลิดเปิดเปิงคนเดียวแล้วล่ะ
แต่มาวันนี้ ด้วยภาระหน้าที่ การงานที่สูงขึ้นอีก
ทำให้ต้องปรับตัว ปรับใจ เที่ยวน้อยลง จนอาจจะไม่ได้เที่ยวอีก
เดี๋ยวนี้เริ่มเข้าใจคนที่บอกว่า หยุดเสาร์ อาทิตย์ อยากนอนอย่างเดียว ไม่อยากออกไปไหนเป็นยังไง
เดี๋ยวนี้โหยหาเสาร์ อาทิตย์มาก และอยากอยู่เฉยๆ นั่งดูทีวีเรื่องแล้วเรื่องเล่า แล้วหลับคาหน้าจอ แล้วตื่นมาดูต่อ
ทำไมมันถึงได้รู้สึกเหมือนไม่ได้นอนมาเลยตลอดอาทิตย์ก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ก็นอนปรกติ
เหมือนแบตเตอรี่หมด พลังเหือดหายไป จนไม่มีแรงจะไปไหน อยากจะชาร์ตแบตด้วยการอยู่เฉยๆจริงๆ
เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมีเวลาไปพบปะสังสรรค์ด้วย เวลากลางวันก็วุ่นวายอยู่ในห้องประชุม และงานที่สุมจนดึก
ไม่รู้ว่าชีวิตแบบนี้จะดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน แต่ก็จะพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุด
และหวังว่าทุกอย่าง และทุกคนที่อยู่รอบข้างจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้นจากความทุ่มเทที่เรามีให้
สู้สู้ May 13 "พ่อครับ ขอยืมตังค์หน่อย" อ่านแล้วจะร้องไห้"พ่อครับ ขอยืมตังค์หน่อย"
เสร็จจากงานถึงบ้าน เกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว เขาเดินเข้าบ้าน ที่ดูเงียบเหงา เนื่องจากภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อปีกลาย ทิ้งลูกชายคนเดียวไว้ กับเขาให้หาเลี้ยงลูกตามลำพัง ดีว่าเจ้าหนูน้อยพอจะช่วยตัวเองได้บ้าง อาหารก็กิน อาหารปิ่นโต ที่ผูกประจำ หากินเองได้ ทำให้ไม่เป็นภาระมากมายนัก
เข้ามาในบ้าน เหงื่ออาบแก้ม ยังไม่ทันได้พัก ผู้เป็นพ่อ เห็นหน้าลูกชายวัยซน ที่รอรับหน้า เอ่ยปากทัก "พ่อครับ วันนี้ทำงานเหนื่อยมั้ยครับ"
"เหนื่อยสิลูก แล้ววันนี้ทำการบ้านเสร็จแล้วเหรอ" ผู้เป็นพ่อตอบเนือยๆ พร้อมกับถาม ต่อด้วยความเคยชิน
"เสร็จหมดแล้วครับ คือ ผมมีเรื่องบางอย่างอยากจะถามพ่อน่ะ พ่อว่างหรือยังครับ" ลูกชาย ตัวน้อย ถามต่อ
"เดี๋ยวพ่อจะไปอาบน้ำ หาข้าวกินข้าวซักหน่อย แล้วคงจะเข้านอน วันนี้เหนื่อย เหลือเกิน ว่าแต่แก จะถามอะไรพ่อเหรอ" ผู้เป็นพ่อ ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
"คือผมอยากรู้ ว่า พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันละเท่าไร ครับ" ลูกชาย ถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
หันมามองหน้าลูกชาย พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แล้วผู้เป็นพ่อ แต่ก็ตอบไปว่า" วันล่ะ สี่ร้อย"
"งั้นผม ขอยืม ตังค์ พ่อ ซักสองร้อยได้มั้ยครับ " ลูกชาย ตัวน้อย เอ่ยปาก ด้วยสายตาวิงวอน
"หา แกว่าไง นะ" ผู้เป็นพ่อ ขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ ก่อนที่จะหันมา พูดกับ ลูกชายด้วยเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม " นี่ฟังนะ แกคิดว่าเงินทอง หาได้ง่ายๆเหรอ กว่าพ่อจะได้เงิน สี่ร้อยบาท ต้องทำงาน เหนื่อยตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่ พอกลับมาถึงบ้าน เจอแก รอขอยืมเงิน พ่อง่ายๆ แบบนี้นี่นะ แกลองไปคิดดูให้ดี สิ ว่า แกทำประโยชน์อะไรให้พ่อบ้าง พ่อถึงจะต้องให้ เงินสองร้อยนี่ ให้แกยืม"
เด็กชายยืนนิ่ง มองหน้าพ่อ ไม่มีเสียงหลุดออกจากปาก แต่น้ำตาไหลซึม ลงอาบร่องแก้มทั้งสองข้าง ก่อนที่จะหันหลังเดินกลับห้องตัวเอง อย่างซึมเซา
หลังจากอาบน้ำเสร็จ แวะเข้าครัว หาข้าวปลากินเรียบร้อย เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ เดินไปที่ระเบียง ความรู้สึกเคร่งเครียดที่ได้รับ มาจากงานนอกบ้านเริ่มผ่อนคลาย คิดไปถึงอดีตที่ผ่านและงานที่ทำมาทั้งวัน แล้วก็ย้อนกลับคิดไปถึงลูกชายตัวน้อย
ลูกเป็นเด็กดี ไม่เคยเกเร ไม่เคยเอ่ยปากขอเงิน เพิ่ม นอกจากเงินค่าขนม ที่เขาให้ประจำวันเท่านั้น แต่วันนี้ทำไมถึงเอ่ยปากยืมเงิน
เมื่อสักครู่ เขาเหนื่อยเกินไป หรือ เครียดเกินไปหรือป่าว ถึงได้ใช้อารมณ์ กับลูกไปอย่างนั้น เมื่อได้คิด เขาดับบุหรี่ แล้วเดินไปที่ห้องลูกชาย ไฟในห้องนอนดับแล้ว
เมื่อเปิดประตูเข้าไป เอื้อมมือเปิดไฟในห้อง หนูน้อยนอนตะแคงหน้า ตายังคงลืมจ้องมองมาที่ประตู แก้มที่แนบกับหมอน ชุ่มด้วยน้ำตา พร้อมเสียงสะอื้นเบาๆอยู่คนเดียว
เขาเดินไปนั่งที่ขอบเตียงมือลูบผม ลูกชายเบาๆ พร้อมกับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเครือ จุกคอ
"พ่อขอโทษ นะลูก เมื่อกี้พ่อเหนื่อยมามากเลยใช้อารมณ์ กับลูกมากไปหน่อย จริงๆตะกี้พ่อไม่ได้ถามลูกด้วยซ้ำว่า ลูกอยากยืมเงินพ่อไปทำไม ลูกอาจจะมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก็ได้
เงินแม้ว่าจะหาได้ลำบาก ไม่ได้ได้มาง่ายๆ แ ต่ถ้าลูกมีเหตุผลเพียงพอ พ่ออาจจะให้ยืมก้อได้ เพราะว่า ลูก น่ะสำคัญสำหรับพ่อเหนือ สิ่งอื่นใด และพ่อ รักลูกจ้ะ"
"ว่าแต่ ไหนลูกลองบอกพ่อสิว่า ลูกอยากยืมเงินสองร้อยไปทำอะไร" ผู้เป็นพ่อถามลูกชายที่มองหน้าพ่อนิ่ง ด้วยน้ำเสียงปราณี เต็มเปี่ยมด้วยความรัก
ลูกชายตัวน้อย ส่งเสียงสะอื้นจากลำคอ "พ่อครับ ตั้งแต่แม่ตาย ผมเห็นพ่อต้องทำงานหนัก เพื่อหาเงินทุกวัน จนไม่ได้พัก ไม่ได้อยู่กับผมเลย เราแทบไม่มีเวลาได้อยู่ด้วยกัน
ผมเลย ค่อยๆ เก็บค่าขนมของผมไว้ตลอดมา จนถึงตอนนี้ผมเก็บได้สองร้อยบาทแล้ว แต่พอผมรู้จากพ่อว่า พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันล่ะสี่ร้อย ผมจึงอยากยืมพ่อเพิ่มอีกสองร้อย ให้เป็นสี่ร้อย เพื่อจะได้ใช้เป็นค่าจ้างให้พ่อได้พัก ได้อยู่กับผม ซักวันนึงครับ"
เงินทอง อาจจะจำเป็น ต่อการดำรงชีวิต
แต่ ครอบครัว ยังคงต้องการ ความรัก ความอบอุ่น และ เวลาที่มีให้ แก่กัน
"อย่าห่วงงานจนลืม ครอบครัว และ คนที่คุณรัก "
@@@@@@@@@@@@@@@@@@ March 10 วันเกิดวันเกิดปีนี้มีความสุขจังเลย
จริงๆช่วงนี้มีความสุขมากเหลือเกิน สุขที่มีคนรอบข้างที่น่ารัก ทุกอย่างลงตัวดีจัง
ความสุขคงไม่ได้อยู่กะเราตลอดไป แต่ก็หวังว่าจะอยู่กะเรานานๆละกันนะ
เมื่อวานซื้อของขวัญวันเกิดให้ตัวเองเป็นกล้อง Canon SX100 ชอบมากเลย ทำให้กลับคืนสู่ความเป็นปุถุชนทั่วไป
สามารถพกพากล้องไปกินข้าวด้วย ยกขึ้นมาถ่ายเพื่อนฝูงตอนกินข้าว กินไอติม ดีจัง
ไม่ต้องแบกกระบอกเลนส์มากมาย ทำให้ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ถ่ายรูปคน
คราวนี้ล่ะ คงได้ถ่ายรูปผู้คน เพื่อนฝูง มากขึ้นแล้วล่ะ อิอิ
วันนี้มือถือเค้าให้โทรฟรี 24 ชั่วโมง ส่ง MMS/SMS ได้อย่างละ 50 ครั้งฟรี เลยส่ง MMS แหลกลาญ ก็ยังไม่ถึง
มีผู้คนอวยพรมาเรื่อยๆ ทั้งที่รู้ และไม่รู้ แต่บังเอิญติดต่อมา แล้วเราก็บอกไปว่าวันเกิด แล้วก็ได้คำอวยพรกลับมา สุขจริงๆ
วันนี้ไปกินข้าวกะพ่อ กะน้องๆ ทุกคนมีความสุขมาก ดีจัง
ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆนานๆนะคะ วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียดคุณเคยไม๋ที่ต้องทำงาน หรือ อยู่กับคนที่ไม่ชอบ ถ้าใช่ อ่านตรงนี้เลยค่ะ ให้ข้อคิดที่ดีมากๆเลย
* วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด*ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบหน้าใครสักคนหนึ่งแต่จำเป็นต้องอยู่ทำงานด้วยกันในที่ทำงานเดียวกันทุกๆ วัน ผมควรจะวางตัวอย่างไรดีครับ มันอึดอัดไปหมด ไม่มีความสุขเลยตลอดเวลาที่อยู่ในสำนักงานร่วมกันคนคนนี้ ========================== วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว) คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า '' น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน ฆ่าชีวาคือพร่??ค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า
วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ March 03 Travel aloneTravel alone is really boring, terribly lonesome.
Like me... lonley girl in Bali :-(
I never access internet or msn along any trip, but this time. Too boring to travel.
I bring the camera with me, but no feeling to take any picture
Happy travel is really happend when you stay with anyone you love or with your good friend.
Doesn't matter where you are.
Miss u all na ja! January 25 ผู้ชายเพอร์เฟคสำหรับผู้หญิงเพื่อน forward mail มา ตลกดีแท้ๆ ดูๆกันนะว่าผู้ชายเพอร์เฟคของคุณเป็นแบบไหน ผู้ชายเพอร์เฟคสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 15-22 ปี January 20 เพลง รักไม่รู้ดับเพลงรักไม่รู้ดับ เวอร์ชั่นศรันย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ เป็นการนำเอาเพลงลูกกรุงเก่าๆมาทำใหม่ได้น่ารักมาก เพลงนี้เป็นเพลงที่บัตรเครดิต KTC VISA Platinum นำมาประกอบเพลงโฆษณาแต่คนละเวอร์ชั่น ฟังแล้วเพลงลูกกรุงเก่าๆก็มีเสน่ห์เนาะ http://www.esnips.com/doc/8ed00d7d-16e6-4b8b-ab87-56a3532f092d/รักไม่รู้ดับ_Ruk-Mai-Roo-Dub เพลง รักไม่รู้ดับ ถึงจะสิ้นวิญญาณกี่ครั้ง ฟ้าจะมืด จะมัวช่างฟ้า ไม่ได้ชิด ก็ขอเพียงได้ชม ถึงโลกแตก แหลกลาญสิบครั้ง
January 13 Love & Time• :~ L O V E _ & _ T I M E ~: •
January 08 ข้อความบังเอิญ....ข้อความบังเอิญ.... พอดีมีเพื่อนส่งมาให้ อ่านแล้วรู้สึกดี ยาวไปนิด แต่ก็อยากให้ทุกคนอ่าน
ข้อความบังเอิญ.... "มีคนเคยบอกว่า...ชีวิตคือความบังเอิญ..แต่ความบังเอิญบางครั้งก็เปลี่ยนแปลง..มุมมองเราใหม่ทั้งชีวิต" ผมไม่เคยเชื่อในข้อความนี้...จนกระทั่งวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่ผมเปิดมือถือขึ้นตอนเช้า
ผมได้รับข้อความ SMS บอกว่า ผมมีข้อความเสียงฝากไว้ ใน Voice Mail Box ของผมให้โทรเข้าไปฟัง...
ผมกด เข้าไปฟัง แต่พอฟัง...ผมกลับรู้สึกแปลกใจใหญ่เพราะเสียงของคนที่ฝากข้อความไว้นั้นผมไม่คุ้นเอาเสียเลย...
และยิ่งฟังข้อความที่ฝากไว้...ยิ่งน่าจะไม่เกี่ยวกับผมเลยด้วยซ้ำ แต่เสียงเศร้า ของชายสูงวัยนั้น ทำให้ผมสะดุดใจผมอย่างยิ่ง
"ชัย...นี่พ่อนะ พ่อพยายามติดต่อลูกหลายครั้ง แต่ติดต่อไม่ได้ คือ พ่อต้องเข้ารพ.ไปผ่าตัดอาทิตย์หน้า และหมอให้พ่ออยู่ที่
โรงพยาบาลตั้งแต่พรุ่งนี้..ที่บ้านไม่มีคนอยู่..ถ้าลูกว่างก็แวะมาได้ที่ โรงพยาบาลโคราช บางทีพ่ออาจจะเหลือเวลาไม่มาก......"
เสียงปลายทาง..สิ้นสุดลง ผมอึ้งและ...งง กับข้อความที่เพิ่งฟังจบไป อยู่พักหนึ่ง
ผมไม่ได้ชื่อชัย...และผม ก็ไม่มีพ่ออยู่โคราช พ่อผมเสียไปนานมากแล้ว...
ผู้ชายคนนั้นคง..กดเบอร์โทรผิด ผมคิดแค่นั้น และพยายามไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งฟังมา
ทำไมต้องสนใจ????..มันไม่เกี่ยวกับผม..!
แต่ตลอดวันนั้น เสียงล้าๆ เหนื่อยๆ ของชายคนนั้นที่ฝากไว้ใน Voice Mail Box วนเวียนเข้ามารบกวนใจผมเป็นระยะ...
ผมได้แต่คิดว่า ผมมีสิทธิ์ที่จะลืมมัน? มันไม่ใช่หน้าที่อะไรของผมที่จะต้องสนใจ กับแค่การฝากข้อความผิดเบอร์...
แต่ประโยค "บางทีพ่ออาจจะเหลือเวลาไม่มากนัก......" มันทำให้ผมรู้สึกแย่ หากไม่ลุกมาทำอะไรสักอย่าง
ผมตัดสินใจโทรกลับไปที่หมายเลขที่โทรมาฝากข้อความไว้....ซึ่งเป็นโทรศัพท์บ้าน...
ผมโทรไปหลายต่อหลายครั้ง ไม่มีคนรับสาย....ใช่ป่านนี้เค้าคงอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว
ผมได้แต่ถอนใจและพยายามบอกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว...
แต่ตอนเย็นของวันนั้น ในที่สุด ความสำนึกดี..(ที่มีอยู่ไม่มากนักในตัวผม)
ก็(ดัน) ดลบันดาลในให้ผม หาทางออกได้ว่า ผมน่าจะลองโทรไปหาเบอร์มือถือที่ใกล้เคียงกับผมดู
เผื่อบางที อาจจะมีเบอร์ใด...ที่อาจจะเป็น ลูกชายของคนที่ฝากข้อความไว้ก็ได้
เพราะถ้ากดผิดได้แสดงว่าหมายเลขคงจะห่างกันไม่มาก
ผมตัดสินใจไล่...กดเบอร์มือถือ ที่ใกล้เคียงกับเลขหมายโทรศัพท์ของผม ตั้งใจว่าจะกด แค่สิบเบอร์แรก...เท่านั้น
โดยเรียงจากเลขที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด...ผมทำมันด้วยความไม่เต็มใจเท่าไหร่นักหรอก..
เพราะมันไม่สนุกเลยที่คุณจะต้องโทรไปหาใครที่ไม่รู้จักแล้วบอกเค้าว่า
"สวัสดีครับ คุณชื่อชัยหรือเปล่าครับ...ผมเป็นคนที่มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ใกล้เคียงกับคุณ คือ คุณพ่อคุณคงกดเบอร์ผิด
และฝากข้อความไว้ที่ Voice Mail ของผม คือ ท่านบอกว่า เค้ากำลังจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลทีโคราชอาทิตย์หน้า...."
ทายซิครับ...ผมได้รับคำตอบ....อะไรบ้าง?
บ้างก็วางสายใส่อย่างไม่ปราณี...
บ้าง..ก็ถามกลับมาว่า คุณบ้าหรือเปล่า?
แต่คำตอบยอดนิยมที่ผมได้รับ...คือ...."ขอโทษนะค่ะ...ดิฉันไม่ซื้อประกันตอนนี้...และทำบัตรเครดิตครบทุกธนาคารแล้วค่ะ"
ผมอยากจะบ้าตาย..ผมไม่ได้พูดอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องประกัน กับ บัตรเครคิตซะหน่อย..เฮ้อ...
บางที...คนสมัยนี้ คงยุ่งเกินกว่าที่จะ คุยกับคนแปลกหน้า..ก็ได้...มั้ง……
ผมนึกโกรธ เจ้าความสำนึกดีในตัวเอง...ที่มันยังดึงดันพยายามต่อ...
จากที่ตั้งใจว่า จะโทรแค่ 10 เบอร์ที่ใกล้เคียงเท่านั้น แล้วผมก็ลามปราม...โทรไปถึง..สามสิบเบอร์
แต่ในที่สุด..ผมก็ต้อง..ถอนใจ ...หมดหวัง..เมื่อเบอร์สุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้
ผม...ตัดสินใจฝากข้อความ Voice Mail ของหมายเลขที่ผมลองสุ่มโทรไป... ด้วยประโยคที่ผมพูดซ้ำกันมากกว่า 30 รอบ อย่างเชี่ยวชาญ
"สวัสดีครับ คุณชื่อชัยหรือเปล่าครับ...ผมเป็นคนที่มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ใกล้เคียงกับคุณ คือ คุณพ่อคุณคงกดเบอร์ผิด
และฝากข้อความไว้ที่ Voice Mail ของผม คือ ท่านบอกว่า เค้ากำลังจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลทีโคราชอาทิตย์หน้า...."
ผมวางสาย...เบอร์โทรที่เป็น...เป้าหมายสุดท้าย...เสร็จสิ้นไปแล้ว...
ผมพยายามปลอบใจตัวเองว่า...ผมทำดีที่สุดแล้ว...และไม่ควรรู้สึกผิดอะไรอีก
ผมหลับตานึกภาพพ่อของคนที่ชื่อชัย....ที่ต้องนอนป่วยโดดเดียวที่โรงพยาบาล
ผมได้แต่หวังว่า เค้าจะมีช่องทางการติดต่อสื่อสารอย่างอื่นที่ทำให้สองคนนี้ได้คุยกันได้
แต่แล้ว...สวรรค์ ก็คงมีตาอยู่บ้าง...
(จริงๆผมว่า สวรรค์น่าจะมี Call Center เพราะถ้ามีแค่ตาบางทีอาจจะมองไม่เห็นทุกคนที่เดือดร้อน...)
แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์จากเลขหมายหนึ่งเข้ามา.... นั่นคือ...เลขหมายสุดท้ายที่ผมฝากข้อความไว้ใน Voice Mail นั้นเอง
"ขอโทษนะครับ...คุณใช่คนที่ฝากข้อความไว้ใน Voice mail ของผมหรือเปล่า? ผมชื่อชัย…"
และแล้ว...ภาระกิจอันยิ่งใหญ่...ของผมก็สำเร็จ...เมื่อคนที่ชัยโทรกลับมาจริงๆ
แม้ในน้ำเสียงของเค้าดูจะไม่ค่อยไว้วางใจกับเรื่องที่ผมเล่าเท่าไหร่...และยังสงสัยอยู่หลายประเด็น
แต่เมื่อผมบอกว่า...เขาสามารถโทรไปสอบถาม ที่โรงพยาบาลโคราชได้ว่ามีชื่อพ่อเค้าอยู่หรือเปล่า
เขาวางหูและเงียบหายไปพัก...และโทรกลับมาขอบคุณผม
เพราะที่โรงพยาบาลโคราชยืนยันว่ามีคนป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่ชื่อตรงกับคุณพ่อของเค้าจริงๆ
ผม...อึงไปพัก..เมื่อรู้ว่า...น้ำเสียงล้าๆ...ที่ผมได้ยินจาก Voice Mail Box นั้นเกิดจากการเป็นโรคร้ายระยะสุดท้าย..
ชัยรีบเดินทางกลับไปโคราช เขาไปถึงก่อนที่พ่อจะผ่าตัด..
แค่หนึ่งวัน ชัย โทรมาขอบคุณผมอีกครั้ง
เขาเล่าว่าสาเหตุที่..เขาต้องปิดมือถือ หนีหน้าครอบครัว..และคนอื่น..
เพราะธุรกิจที่เขาที่กรุงเทพมีปัญหา...เขาต้องหนีเจ้าหนี้...ที่ตามทวงอย่างหนัก
เขาบอกว่า...แต่สิ่งที่โชคดีที่สุดของเขา..ตอนนี้ อย่างน้อย เขาก็ได้มีเวลาได้ดูแลพ่อ แม้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก็ตาม
ผมยังเก็บข้อความเสียง ของคุณพ่อของชัยเอาไว้ และ แอบกด เข้าไปฟังอีกหลายครั้ง
เพราะ ท่ามกลางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย..จนไม่มีเวลาจะสนใจคนอื่น..ของผม
ข้อความเสียงนั้น ใน Voice Mail Box ที่ผมได้รับโดยบังเอิญนั้น...คอยเตือนให้ผมรู้ซึ้ง ถึงความหมายของคำว่า
"การที่เรายอมลำบากเพียงเล็กน้อย...เพื่อคนอื่นบ้างนั้น
ใครจะรู้ว่า...บางที มันอาจจะหมายถึงสิ่งที่มีค่าที่สุดของอีกคนหนึ่งก็ได้" จากคุณ : Why You & I - [ 6 ธ.ค. 50 18:57:44 January 07 ทำนายลักษณะนิสัยจากต้นไม้ประจำวันเกิดต้นไม้ที่เรารู้จักก็สามารถนำมาทำนายลักษณะนิสัยของคุณได้เหมือนกัน
โดยดูจากวันเกิดของคุณและนำมาเทียบกับชื่อต้นไม้ของเรา คุณจะมีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไรนะ? ดูแล้ว ตรงมักมั่ก
สำหรับผู้ที่เกิดในช่วงระหว่างวันต่างๆ ดังนี้
23 Dec - 1 Jan ........................ APPLE TREE
2 - 11 Jan ........................ FIR TREE 12 - 24 Jan ........................ ELM TREE 25 Jan - 3 Feb ........................ CYPRESS TREE 4 - 8 Feb ........................ POPLAR TREE 9 - 18 Feb ........................ CEDAR TREE 19 - 28 Feb ........................ PINE TREE 1 - 10 Mar ........................ WEEPING WILLOW TREE 11 - 20 Mar ........................ LIME TREE 21 Mar ........................ OAK TREE 22 - 31 Mar ........................ HAZELNUT TREE 1 - 10 Apr ........................ ROWAN TREE 11 - 20 Apr ........................ MAPLE TREE 21 - 30 Apr ........................ WALNUT TREE 1 - 14 May ........................ POPLAR TREE 15 - 24 May ........................ CHESTNUT TREE 25 May - 3 Jun ........................ ASH TREE 4 - 13 Jun ........................ HORNBEAM TREE 14 - 23 Jun ................ ........ FIG TREE 24 Jun ........................ BIRCH TREE 25 Jun - 4 Jul ........................ APPLE TREE 5 - 14 Jul ........................ FIR TREE 15 - 25 Jul ........................ ELM TREE 26 Jul - 4 Aug ........................ CYPRESS TREE 5 - 13 Aug ........................ POPLAR TREE 14 - 13 Aug ........................ CEDAR TREE 24 Aug - 2 Sep ........................ PINE TREE 3 - 12 Sep ........................ WEEPING WILLOW TREE 13 - 22 Sep ........................ LIME TREE 23 Sep ........................ OLIVE TREE 24 Sep - 3 Oct ........................ HAZELNUT TREE 4 - 13 Oct ........................ ROWAN TREE 14 - 23 Oct ........................ MAPLE ! TREE 24 Oct - 11 Nov ........................ WALNUT TREE 12 - 21 Nov ........................ CHESTNUT TREE 22 Nov - 1 Dec ........................ ASH TREE 2 - 11 Dec ........................ HORNBEAM TREE 12 - 21 Dec ........................ FIG TREE 22 Dec ........................ BEECH TREE เฉลย
APPLE TREE
ก็เหมือนๆ กับต้นแอปเปิลนั่นแหละ สวยงาม เต็มไปด้วยเสน่ห์ ดึงดูด เฟิร์ทสุดๆ ชอบผจญภัย ค่อนข้างอ่อนไหว เลยตกหลุมรักอยู่บ่อยๆ ชอบรักและให้คนอื่นรัก ถ้าเป็นคนรักก็จะเป็นประเภทอบอุ่น มีเมตตา มีความสามารถพิเศษ และเต็มไปด้วยจินตนาการ FIR TREE - The Mysterious
เป็นคนที่มีรสนิยมแบบไม่ธรรมดา รักศักดิ์ศรี ชอบฝันกลางอากาศ ชอบสิ่งสวยงาม ขี้หงุดหงิดและดื้อรั้นอีกต่างหาก ออกจะเป็นคนเชื่อในตัวเองมาก จะใส่ใจกับคนที่ใกล้ตัวมากเท่านั้น ถ้าเป็นคนรักก็จะเป็นประเภทไม่เคยพอ มีคนรักและศัตรูเยอะพอกัน ELM TREE - The Noble-Mindedness
เป็นคนที่มีรูปร่างสวยงาม รสนิยมการแต่งกายดีเยี่ยม ไม่ค่อยจะให้อภัยใครซักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นคนที่ร่าเริง สนุกสนาน ชอบเป็นผู้นำ ไม่ชอบตาม ถ้าเป็นคู่รัก จะเป็นคู่รักที่ซื่อสัตย์ เป็นคนที่มีความคิดทัศนคติที่กว้างไกล สามารถตัดสินใจแทนคนอื่นได้ เป็นคนที่มีอารมณ์ขัน และอยู่ในโลกของความจริง CYPRESS TREE - The Faithfulness
เป็นคนที่มีความแข็งแกร่ง ปรับตัวเก่ง รับความเป็นจริงของโลกได้ มองโลกในแง่ดี และต้องการเงินที่จะพาตัวเองไปสู่ความรู้ ไม่ชอบความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เป็นคู่รักที่มีความต้องการโน่นต้องก ารนี่อยู่ตลอดเวลาไม่เคยพอ แต่ก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ POPLAR TREE - The Uncertainty
ดูเป็นคนที่ชอบการตกแต่ง ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง จะมีแรงกำลังใจก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องสร้างให้มีจริงๆ เป็นคนที่ต้องการความตั้งใจและตั้งมั่นเป็นอย่างมาก ชอบอยู่ในสิ่งแวด ล้อมที่สวยงาม ช่างเลือก เลยมักจะโดดเดี่ยว มีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ ออกไปในทางปรัชญา เป็นคนที่ไว้ใจได้และเป็นคู่รักที่ค่อนข้างเอาจริงเอาจัง ในเรื่องการใช้ชีวิตคู่ CEDAR TREE - The Confidence
จะเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาไม่ค่อยสวย แต่รู้วิธีปรับตัว ชอบความหรูหรา สุขภาพพลานามัยดี (ข้อทดแทนที่คุ้มค่ากับความไม่สวย) ไม่ค่อยจะมีอาการอาย กระมิดกระเมี้ยน มั่นใจในตัวเอง มุ่งมั่น แต่กลับไม่ค่อยอดทน มีความสามารถพิเศษเยอะ รอคอยรักแท้ และเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรได้รวดเร็ว PINE TREE - The Particularity
เป็นคนที่ยอมอะไรได้ง่ายๆ แต่ก็รู้จักวิธีที่จะทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น เป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ไม่ค่อยจะเป็นมิตรกับใครได้ง่ายๆ แต่กลับตกหลุมรักง่ายและเลิกง่ายด้วย (แปลกนะ?) WEEPING WILLOW TREE - The Melancholy
เป็นคนที่สวยงามแต่เต็มไปด้วยความเศร้า ดึงดูดเพศตรงข้าม มีจิตใจเมตตา ชอบทุกสิ่งที่สวยงามและมีรสนิยม ชอบการเดินทาง ช่างฝัน ซื่อสัตย์ ดูเหมือนจะโดนครอบได้ง่าย แต่กลับยากที่จะมีชีวิตร่วมกับคนอื่น เป็นคนที่มีความตั้งมั่น มักจะเจ็บปวดทรมานเพราะความรัก แต่บางครั้งก็มีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์ได้ถ้าเนื้อคู่มีลักษณะความเป็นผู้นำ LIME TREE - The Doubt
เป็นคนที่ยอมรับความเป็นไปในชีวิต ไม่ค่อยชอบการต่อสู้แข่งขัน ไม่ชอบการเป็นลูกจ้าง ออกจะเป็นคนที่ขี้เกียจ บอบบาง แต่เสียสละเพื่อเพื่อนได้ มีพรสวรรค์และความสามารถเยอะแต่ไม่ดึงออกมาใช้ ชอบบ่นเมื่อไม่ได้ดั่งใจ ขี้อิจฉา แต่ก็จงรักภักดี HAZELNUT TREE - The Extraordinary
เป็นคนที่มีเสน่ห์ เข้าอกเข้าใจคนอื่น รู้วิธีการที่จะสร้างความประทับใจ กระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคม เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น แต่ขี้หงุดหงิด เป็นคนรักที่ซื่อสัตย์ มั่นคงและเที่ยงตรงในการตัดสิน ROWAN TREE - The Sensitivity
เป็นคนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ร่าเริง มีพรสวรรค์ ไม่เป็นคนที่หลงตัวเอง แต่ชอบเรียกร้องความสนใจ อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เป็นคนที่ต้องพึ่งพาคนอื่น แต่ขณะเดียวกันก็อยากเป็นอิสระ มีรสนิยม มีความสามารถทางศิลปะ เป็นเพื่อนที่ดี แต่มักไม่ให้อภัยใครง่ายๆ MAPLE TREE - Independence of mind
เป็นคนที่ไม่ธรรมดาเลย เต็มไปด้วยจินตนาการ ขี้อาย เก็บตัว แต่ทะเยอทะยาน หยิ่ง ชอบมีประสบการณ์แปลกใหม่ แต่บางครั้งเป็นที่ประหม่า ซับซ้อน มีความทรงจำดีเรียนรู้อะไรได้ง่าย มีชีวิตรักที่ซับซ้อนและชอบสร้างความประทับใจ WALNUT TREE - The Passion
เป็นคนที่มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความตรงกันข้าม เป็นคนที่หลงตัวเอง ก้าวร้าว ไม่เห็นแก่ตัว มีการตอบโต้ที่คาดไม่ถึง มีความทะเยอทะยานไม่มีที่สิ้นสุด โอนอ่อนบ้างในบางครั้ง ขี้อิจฉา ไม่ค่อยอะลุ้มอล่วยอะไรง่าย เป็นจอมวางแผน อัจฉริยะ CHESTNUT TREE - The Honesty
เป็นคนที่สวยแปลกๆ (สวยแบบไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร) เป็นคนที่ไม่คิดจะสร้างจุดสนใจให้กับใคร มีความยุติธรรม เกิดมาเป็นนักการทูต เจรจาพาทีเก่าง แต่เป็นคนขี้โมโหและอ่อนไหว ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตัวเอง หาคู่แท้ยากมาก ASH TREE - The Ambition
เป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูด มีชีวิตชีวา ทำอะไรตามอารมณ์ ไม่ค่อยสนใจกับคำวิจารณ์ ทะเยอทะยาน ฉลาด เต็มไปด้วยความสามารถ เชื่อใจได้ เป็นคนรักที่ค่อนข้างระมัดระวัง ใช้สมองมากกว่าหัวใจในการจัดการกับความรัก แต่ก็ค่อนข้างเอาจริงเอาจังกับการใช้ชีวิตคู่ HORNBEAM TREE - The good taste
เก๋ไก๋ มีเสน่ห์ มีรสนิยม ชอบความสะดวกสบายในชีวิต มีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันอารมณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ ชอบฝันถึงการมีคนรักแบบประหลาด เลยไม่ค่อยจะแฮปปี้ในชีวิตคู่ ไม่ค่อยไว้ใจคนอื่น และไม่ค่อยกล้าตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง FIG TREE - The Sensibility
เป็นคนเข้มแข็ง มีความตั้งมั่น ไม่ขึ้นกับใคร ไม่ชอบให้ใครต่อต้าน เป็นคนรักครอบครัว รักเด็กและสัตว์เลี้ยง มีอารมณ์ขัน มีความสามารพิเศษและฉลาด OAK TREE - Robust nature
เป็นคนกล้าหาญ เข้าแข็ง รุนแรง ไม่ขึ้นกับใคร ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ปักหลักในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าใช่ และเป็นนักปฏิบัติ BIRCH TREE - The Inspiration
เป็นคนมีชีวิตชีวา ดึงดูดเพศตรงข้าม เป็นมิตร ไม่เสแสร้ง อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ชอบทำอะไรที่เกินตัว ชอบชีวิตตามธรรมชาติ รักความสงบ ไม่ค่อยมีอารมณ์รุนแรง ความทะเยอทะยานก็ไม่ค่อยมี เต็มไปด้วยจินตนาการ OLIVE TREE - The Wiadom
เป็นคนอบอุ่น มีเมตตา เป็นคนมีเหตุมีผล มีความอดทนสูง ร่าเริง รักสงบ เป็นคนยุติธรรม ขี้สงสาร ไม่ขี้อิจฉา รักการอ่าน และเป็นเพื่อนของคนที่มีบุคลิกซับซ้อน BEECH TREE - The Creative เป็นคนมีรสนิยมดี มักจะเป็นพะวงเรื่องการแต่งกายและวัตถุนิยม มีพื้นฐานชีวิตและอาชีพที่ดี มัธยัสถ์ เป็นผู้นำที่ดี มีช่วงเวลาที่วิเศษสุขในชีวิตเสมอ และยังคงความฟิตของร่างกายตลอดเวลา January 04 วันนี้แย่เลยบางทีเรื่องเล็กๆบางเรื่องก็เป็นเรื่องใหญ่ไปได้
เมื่อไหร่จะเป็นเรื่องใหญ่ ก็เมื่อเรามีความรู้สึกกับเรื่องนั้นมากเป็นพิเศษ
เช่นวันนี้ เราดันพูดข้อมูลผิดไป เกิดจากการไม่จดจำไม่เตรียมตัวให้ดีนั่นเอง
น่าเขกกะโหลกตัวเองนักเชียว แงๆๆๆๆๆ
เลยรู้สึกแย่มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แย่จริงๆ แย่สุดๆ
ทำให้เบื่อเลยอ่ะ เบื่อตัวเองจริงๆ
สมองเราตอนนี้น่าจะฝ่อไปเยอะนะเนี่ย ทำอะไรเบลอๆ บ๊องๆ เปิ่นๆเยอะเลย
แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
จบอาทิตย์อย่างไม่ดีเลย เซ็งเป็ด เซ็งห่าน เซ็งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
January 01 สวัสดีปีใหม่ 2008ปีเก่าผ่านไปแล้ว ปีใหม่ก้าวเข้ามาได้กว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว
ยังไงปี 2007 ก็เป็นปีที่ดีกว่า 2006 เยอะเลย และมั่นใจว่า ปี 2008 ต้องดีกว่า ปี2007 แหงๆ ปีนี้หยุดตั้งสี่วัน แต่มีแค่แว๊ปไปกางเต็นท์ที่แก่งกระจานท่ามกลางฝูงชนหนึ่งคืน นอกนั้นอยู่บ้าน เป็นที่แปลกใจของเพื่อนฝูงยิ่งนัก แต่พรุ่งนี้วันที่ 1 ม.ค วางแผนว่าจะไปตระเวณทำบุญนะ บรรกาศก่อนปีใหม่ ต่อเนื่องตั้งแต่คริสมาสต์ รู้สึกว่าเงียบเหงา อาจเป็นเพราะว่าชีวิตเครียดๆ ยุ่งๆมั้ง เลยไม่ได้คิดสังสรรค์เฮฮาเท่าไหร่ ในวันคริสมาสต์ก็สนุกสนานกับการอวยพรทุกคนที่ออนเอ็ม ส่งอีเมล์ไปอวยพรทุกคนในลิสต์ sms ไปอวยพรบางคน ในวันสิ้นปี ก็สนุกอีกรอบ อวยพรอีกครั้ง คราวนี้ส่ง sms ไปหาผู้คนเยอะมากๆๆ ได้รับ sms ตอบมาเยอะเหมือนกัน แค่นี้ก็มีความสุขจากการส่งความสุขซึ่งกันและกันแล้วเนาะ พอออนเอ็มก็ได้อวยพรปีใหม่กันให้แซดอีก สนุกจัง อยากให้ทุกคนรักกันมากๆแบบนี้ตลอดไปนะ ปี 2007 เป็นปีที่ปัญหาที่ต่อเนื่องมาจากปี 2006 คลี่คลายและหมดไปในที่สุด แต่ก็มีปัญหาใหม่ๆเข้ามา แต่ด้วยประสบการณ์อันแก่กล้า ทำให้สามารถรับมือได้ถึงแม้จะไม่ดีมากก็ตาม โดยรวมแล้ว ถือว่าเป็นปีที่ผ่านไปอย่างไม่หวือหวา ได้เที่ยวในที่ที่อยากไป เช่น ทิเบต ภูเขาไฟคาวาอิเจน โบรโม่ โดยทริปหลังเนี่ย สนุกมาก ทริปที่เที่ยวแล้วสนุกมากๆจนประทับใจสุดๆ คือ มะละกา เพราะเป็นเมืองน่ารักมากกกกกกกกกกกก ทิเบต เพราะอยากไปมาก เกิดจากอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วเกิดแรงบันดาลใจโดยฉับพลัน กระบี่ เป็นทริปที่สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะเพื่อนที่ไปน่ารักทุกคน ประทับใจที่สุดทริปหนึ่งเลย อินโด เป็นทริปที่ประทับใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ amazing ได้เจออะไรที่แตกต่าง ตื่นตาตื่นใจ สนุก ฮา ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ ส่วนทริปอื่นๆก็มีประทับใจอยู่เยอะเลย เช่น ยี่เป็ง ชอบที่มันสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สรุปว่าปีที่ผ่านมาก็ไปเที่ยวมาเยอะมากเหมือนกัน ถ่ายรูปไว้ก็เยอะ แต่ไม่มีเวลาทำรูปเลย อิอิ เนื่องมาจากปี 2007 ฝนตกเยอะมาก และนานมาก เลยห่างหายทริปเดินป่าไปเลย แล้วทำงานนั่งโต๊ะมาก โดยไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผนวกกับต้งเปลี่ยนตารางชีวิตเป็นนอนเร็ว ตื่นเช้าขึ้น กินอาหารเช้าเต็มที่ ติดชาดำเย็นอย่างหนัก มันส่งผลให้ตอนนี้ น้ำหนักขึ้น ตัวพอง แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ปี 2007 เป็นปีที่สามารถอยู่กับตัวเองได้มากขึ้น จากเดิมที่แทบจะอยู่บ้านไม่ติดเลย อยู่ได้ไม่เกิน สิบสองชั่วโมงต้องหาเรื่องออกไปข้างนอกแล้ว แต่ปี 2007 สามารถนอนอืดอยู่บ้านได้เป็นวันๆ โดยไม่คิดอยากไปไหน ไม่คิดอยากทำอะไร คงเป็นเพราะสามารถอยู่กับตัวเองได้ มีความสงบสุขในใจ ไม่ดิ้นรนขวนขวายตลอดเวลา ถือว่าเป็นเรื่องดี (อาจจะมีคนท้วงว่า ก็แก่แล้วหนิ ..... ฮึ่ม...ตรูรู้นะว่าคิดไรอยู่) ปี 2007 เป็นปีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค จนถึงวันนี้ เริ่มเห็นเค้าลางของรัฐบาลใหม่แล้ว อ๊ะ อ๊ะ ไม่คุยเรื่องการเมืองนะจ๊ะ ตอนปลายปี 2007 นางเบนาซี บุตโต ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของปากีสถานโดนลอบสังหาร และมือปืนก็ระเบิดตัวเองตายพร้อมกับผู้บริสุทธิมากมาย ข่าวอื่นๆ จำไม่ได้แล้ว แต่ที่จำได้ ปี 2007 เป็นปีที่ขี้เกียจ ตัวเป็นหนอนเลย หวังว่าปี 2008 นี้ จะเป็นปีที่ตัวเองมีแรงผลักดันให้กล้าทำสิ่งใหม่ๆ มีกำลังใจที่ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า หวังว่าสามารถเห็นทิศทางที่ชัดเจน และตัดสินใจไม่ผิด ขอให้ปี 2008 เป็นปีที่ขยันขันแข็ง เป็นปีที่ดีกว่าปี 2007 ขอให้การงานชัดเจน ปัญหาทุกปัญหาคลี่คลาย และหมดไป มีแต่มิตรแท้ ขอให้ไม่มีศัตรูที่จะมาเบียดเบียน
ขอให้เป็นที่รักใคร่ เอ็นดูของผู้คน :-P และขออวยพรให้เพื่อนๆทุกคน มีความสุขมากๆ มีความสุขทุกวัน สมหวังในทุกเรื่องนะจ๊ะ สวัสดีปีใหม่ 2008 จ้า |
|
|||||||||||
|
|